posttoday
'กลุ่มช.การช่าง'แบ่งกันโต

'กลุ่มช.การช่าง'แบ่งกันโต

26 มกราคม 2558

บริษัท ช.การช่าง (CK) ผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่และยังมีการลงทุนในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานอีกหลายแห่งปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่เพื่อรองรับการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว  ด้วยการขายหุ้นในบริษัท ไซยะบุรี ทั้งหมด 30% มูลค่า 4,344 ล้านบาท ให้บริษัท ซีเคพาวเวอร์  (CKP) เพื่อนำเงินไปซื้อหุ้นบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ (BMCL) จากบริษัท ทางด่วนกรุงเทพ  (BECL) ก่อนจะควบรวมสองบริษัทเข้าด้วยกัน  ทำให้บริษัทที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น  จากการดำเนินธุรกิจบริหารระบบรางและระบบขนส่งมวลชนด้วยรถไฟฟ้า

บริษัท ช.การช่าง (CK) ผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่และยังมีการลงทุนในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานอีกหลายแห่งปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่เพื่อรองรับการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว  ด้วยการขายหุ้นในบริษัท ไซยะบุรี ทั้งหมด 30% มูลค่า 4,344 ล้านบาท ให้บริษัท ซีเคพาวเวอร์  (CKP) เพื่อนำเงินไปซื้อหุ้นบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ (BMCL) จากบริษัท ทางด่วนกรุงเทพ  (BECL) ก่อนจะควบรวมสองบริษัทเข้าด้วยกัน  ทำให้บริษัทที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น  จากการดำเนินธุรกิจบริหารระบบรางและระบบขนส่งมวลชนด้วยรถไฟฟ้า

“พงษ์สฤษดิ์ ตันติสุวณิชย์กุล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท ช.การช่าง (CK) กล่าวว่า นโยบายการปรับโครงสร้างภายในของกลุ่มจะทำต่อเนื่องตามความเหมาะสมในการทำธุรกิจ โดยจะส่งผลให้สินทรัพย์ของบริษัทดีขึ้น  การขายหุ้นไซยะบุรีพาวเวอร์ให้  CKP เนื่องจากมีเจตนาให้ธุรกิจพลังงานเป็นเจ้าของและบริหารจัดการเอง สนับสนุนให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้ดีต่อเนื่อง รวมถึงเป็นช่วงจังหวะที่เหมาะสม หากขายหุ้นช้ากว่านี้ CKP จะมีต้นทุนในการซื้อที่สูงขึ้น

ทั้งนี้ คาดว่า ช.การช่าง จะบันทึกกำไรพิเศษเข้ามาประมาณ 1,000 ล้านบาท  ในไตรมาส 2 ปี  2558 ซึ่งเงินส่วนหนึ่งจะเตรียมไว้ซื้อหุ้น BMCL และ BECL จากผู้ถือหุ้นที่ไม่เห็นด้วยกับการควบรวมกิจการ รวมถึงค่าใช้จ่ายในด้านอื่นๆ

 “บริษัทใหม่จะมีความแข็งแกร่งมากขึ้นและมีความพร้อมที่จะขยายธุรกิจในอนาคต รวมถึงการควบรวมจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ถือหุ้นทุกคน  โดย CK จะถือหุ้นในสัดส่วนประมาณ 30%   ส่วนนักลงทุนรายย่อย (ฟรีโฟรท) มีประมาณ 60% ปัจจุบัน ช.การช่าง ถือหุ้น BMCL สัดส่วนประมาณ 25% และถือหุ้น BECL ประมาณ 16%”

การควบรวมกิจการทำให้ ช.การช่าง ช่วยลดภาระการสนับสนุนทางการเงินลง หลังนำจุดแข็งของทั้งสองแห่งมาเสริมกัน เช่น  BECL มีเงินสดจำนวนมาก แต่ไม่มีโครงการที่ลงทุนมาสนับสนุนให้ BMCL ที่เงินทุนน้อย แต่มีโอกาสลงทุนจำนวนมากช่วยเพิ่มศักยภาพการลงทุนโครงการใหม่ๆ โดยไม่ต้องกู้ยืมจากสถาบันการเงินจึงช่วยสนับสนุนการเติบโตของผลประกอบการระหว่างกันและมีต้นทุนการเงินที่ต่ำลง รวมถึงช่วยเพิ่มโอกาสในการได้งานรับเหมาก่อสร้างของ CK

ทั้งนี้ หากมีผู้ถือหุ้นของทั้ง BMCL และ BECL ไม่เห็นด้วยกับการควบรวมกิจการและไม่ต้องการถือหุ้นต่อไป CK พร้อมจะรับซื้อหุ้นไว้ทั้งหมด โดยเตรียมเงินไว้แล้วหลายพันล้านบาท รวมถึงวงเงิน
สินเชื่อเพียงพอซึ่งเป็นขั้นตอนตามกฎหมายปกติ แต่เชื่อว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่ผู้ถือหุ้นทั้งสองแห่งขายหุ้นออกมาจำนวนไม่มากเพราะการควบรวมกิจการครั้งนี้ผู้ถือหุ้นน่าจะมองออกว่าจะช่วยให้บริษัทดีขึ้น

“ไม่ใช่เรารวมกันเพราะทั้งสองบริษัทต้องแก้ไขปัญหาเหมือนบางกรณีที่เกิดในต่างประเทศ และเพื่อรองรับโอกาสจากนโยบายของรัฐที่ประกาศจะลงทุนโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ รวมถึงทางด่วนและมอเตอร์เวย์อีกจำนวนมากในอนาคตทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)” พงษ์สฤษดิ์ กล่าว

“พเยาว์ มริตตนะพร” กรรมการผู้จัดการ BECL กล่าวว่า บริษัทใหม่จะมีศักยภาพที่แข็งแกร่งเชื่อว่าจะได้รับโอกาสจากโครงการทั้งระบบรางและทางด่วนของรัฐบาลที่ออกมามาก ส่วนของรายได้ทั้งสองบริษัท ปัจจุบันแม้ไม่มีโครงการใหม่ๆ เข้ามาแต่รายได้ยังเติบโตต่อเนื่องทุกปี   แต่ BECL จะมีอัตราเติบโตไม่สูงเพราะมาจากฐานที่ใหญ่ ขณะที่ BMCL รายได้เติบโตสูงเพราะแนวโน้มประชาชนนิยมเดินทางด้วยระบบรางมากขึ้นเพราะกำหนดระยะเวลาได้

สำหรับบริษัทใหม่จะเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในช่วงต้นเดือน ส.ค. 2558 ที่จะมีสินทรัพย์รวมประมาณ 7 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นของ BECL ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท และ BMCL ประมาณ  2 หมื่นล้านบาท ขณะที่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป)  จะเป็นประมาณ 7.8 หมื่นล้านบาท ขึ้นเป็นอันดับที่ 35 ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และจะติดคำนวณใน SET50 จากเดิมที่ทั้งสองแห่งอยู่ที่อันดับประมาณ 100  และช่วยเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ เพราะบริษัทมีเงินสดจำนวนมากที่พร้อมลงทุน ส่วน BMCL มีโอกาสจากโครงการรถไฟฟ้าใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นจำนวนมากในอนาคต ขณะที่หนี้สินรวมกันจะอยู่ที่ราว 4 หมื่นล้านบาท เป็นของ BECL ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท และ BMCL  ประมาณ  1 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ ในปี 2558 เมื่อรวมรายได้จากทั้งสองบริษัทจะอยู่ที่ 11,657 ล้านบาท แบ่งเป็นจาก BECL จำนวน 8,683 ล้านบาท เติบโต 1.3-1.5% จากปีก่อน และ BMCL จำนวน 2,974 ล้านบาท เติบโต 10% ส่วนงบการเงินปี 2557 จะใช้งบเสมือนที่รายได้รวมกันที่ 11,272 ล้านบาท  โดยบริษัทใหม่จะมีกำไรสุทธิและจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานงวดปี  2558  ตามนโยบายที่กำนดไว้ที่ 40% ของกำไรสุทธิ

“การควบรวมกิจการมีการศึกษาร่วมกันมาระยะหนึ่งแล้วถึงการเพิ่มศักยภาพในองค์รวมจะนำข้อดีของทั้งสองบริษัทมารวมกันอย่างไรแล้วสร้างธุรกิจให้ใหญ่มั่นคงแข็งขึ้น การควบรวมจึงเป็นคำตอบ ส่วนรายได้ธุรกิจทางด่วนและรถไฟฟ้าเคยโตเท่าใดยังโตในอัตราเดิม หลังการควบรวมจะมีโอกาสเติบโตในอัตราที่มากขึ้นจากความแข็งแกร่งรองรับโอกาสได้โครงการใหม่ๆ เข้ามา ส่วน BECL ธุรกิจค่อนข้างนิ่งและมั่นคงที่ผ่านมา 20 ปีมีโครงการใหม่ 1 แห่ง คือ ทางด่วนศรีรัช แต่มีเงินสดจำนวนมาก เพื่อรองรับที่ประเทศกำลังจะมีรถไฟฟ้าใหม่เกิดอีก 10 สาย จึงมีทางออกใช้เงินเพื่อลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีขึ้นผ่าน BMCL” พเยาว์ กล่าว

ขณะที่ BECL จะขายหุ้น BMCL ที่ถือสัดส่วนทั้งหมด 10% ให้ CK เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการถือหุ้นตัวเองหลังการควบรวม ส่งผลให้บริษัทจะได้เงินสดเข้ามาจำนวน 3,670 ล้านบาท นำไปใช้ลงทุนก่อสร้างโครงการทางพิเศษสายศรีรัช

ทั้งนี้ การควบรวมกิจการจะแล้วเสร็จในไตรมาส 3 ปี 2558  บริษัทใหม่จะมีกำไร ส่วนขาดทุนสะสมที่ยังเหลืออยู่ของ BMCL จำนวน 120 ล้านบาท จะนำกำไรจากผลประกอบการมาล้างขาดทุนสะสมที่เหลือให้หมด อีกทั้งการควบรวมครั้งนี้จะช่วยให้ต้นทุนการเงินของ BMCL ลดลง โดยปัจจุบันต้นทุนอยู่ที่ 6-7% ต่อปี  เพราะต้นทุนการเงินของ BECL ต่ำกว่าอยู่ที่ 4%

“สมบัติ กิจจาลักษณ์” กรรมการผู้จัดการ BMCL กล่าวว่า ก่อนจะควบรวมกิจการ BMCL มีแผนจะล้างผลขาดทุนสะสมที่มีอยู่ ประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท ด้วยการลดมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (พาร์)  จากหุ้นละ  1 บาท เป็น 0.37 บาท  คงเหลือขาดทุนสะสมประมาณ  100 ล้านบาท ซึ่งจะล้างได้หมดหลังควบรวมกิจการ ส่งผลให้บริษัทจะพลิกกลับมามีกำไรได้เร็วกว่าแผนเดิมที่วางเป้าหมายจะมีกำไรหลังเปิดเดินรถไฟฟ้าสายสีม่วงในปี 2559

นอกจากนั้น ยังเป็นการเตรียมความพร้อมจากโอกาสธุรกิจในอนาคต ทั้งการรอความชัดเจนจากรัฐบาลว่าต้องการเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายรูปแบบใด โดยรัฐบาลมีข้อมูลต้นทุนสายสีม่วงและสายสีน้ำเงินซึ่งจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในไตรมาสแรกปีนี้ จากนั้นจะเข้ากระบวนการเจรจา โดยจะได้ข้อสรุปในไตรมาส 2 ปีนี้

สำหรับแผนงานของรัฐบาลต้องการระบบรางในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพิ่มเป็นกว่า 500  กิโลเมตร ภายใน 15 ปี จากปัจจุบันที่ 60 กิโลเมตร และจะเดินรถอีกราว 70 กิโลเมตร อีกทั้งในปีนี้จะเปิดประมูลก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม รถไฟฟ้าสายสีชมพู และรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ระยะทางรวมกันกว่า 70 กิโลเมตร

“ปาหนัน โตสุวรรณถาวร” รองกรรมการผู้จัดการสายการเงิน BECL กล่าวว่า หุ้นของบริษัทใหม่ จะเป็นทั้งหุ้นที่มีอัตราการเติบโต จากจุดแข็งของ BMCL และเป็นหุ้นปันผล จากจุดแข็งของ BECL โดยมีทุนชำระแล้ว 15,285 ล้านบาท พาร์หุ้นละ 1 บาท  และเข้าซื้อขายในอุตสาหกรรมบริการ หมวดขนส่งและโลจิสติกส์

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี