
หวั่นกม.ไซเบอร์ทุบทุนต่างชาติ
ต่างชาติหวั่นร่างกฎหมายดิจิทัล ม.35 เปิดทางรัฐล้วงข้อมูล กระทบเชื่อมั่นและการทำธุรกิจในไทย
ต่างชาติหวั่นร่างกฎหมายดิจิทัล ม.35 เปิดทางรัฐล้วงข้อมูล กระทบเชื่อมั่นและการทำธุรกิจในไทย
นายเกรียงไกร ภูวณิชย์ ผู้บริหารนโยบายภาครัฐ บริษัท ไอบีเอ็ม (ประเทศไทย) เปิดเผยภายในงานสัมมนา “ร่วมปฏิรูปกฎหมาย ร่วมให้ความเห็น เพื่อเดินหน้าประเทศไทย” โดยระบุว่า บริษัทต่างชาติมีความกังวลอย่างมากกับมาตรา 35 ของร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. ... หรือร่างกฎหมายไซเบอร์ ที่ให้อำนาจแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานความมั่นคงไซเบอร์ สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของรัฐหรือบุคคล เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงไซเบอร์
“บทบัญญัติดังกล่าวจะส่งผลให้การทำธุรกิจในเมืองไทยมีความยากขึ้น และก่อให้เกิดความมั่นใจต่อการทำธุรกิจน้อยลง เมื่อเปรียบเทียบประเทศไทยกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน”นายเกรียงไกร กล่าว
นายเกรียงไกร กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาได้มีบริษัทต่างชาติเข้ามาประชุมร่วมกันที่ประเทศไทย และได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับร่างกฎหมายความมั่นคงทางไซเบอร์ของไทย ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้ว เพราะเป็นการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้โดยไม่ต้องใช้อำนาจศาล
สำหรับเนื้อหาของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ มาตรา 35 (3) กำหนดให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงข้อมูลการติดต่อสื่อสาร ทั้งทางไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์สื่อสารอิเล็กทรอนิกส์หรือสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศอื่น เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงไซเบอร์ ภายใต้หลักเกณฑ์ที่ ครม.กำหนด
นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า คณะผู้จัดทำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวยอมรับว่าได้ดำเนินการอย่างรีบเร่ง จนทำให้เกิดข้อบกพร่อง ซึ่งจากนี้จะจัดกระบวนการรับฟังความเห็นจากภาคประชาชนอย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดการระดมความคิดและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และนำไปปรับแก้ร่าง พ.ร.บ.ให้เหมาะสม รวมถึงจะเผยแพร่การทำงานทุกขั้นตอนให้ประชาชนได้รับทราบ โดยเฉพาะในส่วนของมาตรา 35 ที่จะต้องปรับแก้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะขอบเขตการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่
ทั้งนี้ ภายใน 3-4 เดือนจากนี้ กฎหมายเพื่อรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลทั้ง 10 ฉบับ น่าจะผ่านการพิจารณาของกฤษฎีกา ซึ่งกฎหมายที่อยู่ในกลุ่มที่ไม่มีปัญหา เช่น กฎหมายการจัดตั้งคณะกรรมการเศรษฐกิจดิจิทัล และกฎหมายการปรับปรุงกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร จะเป็นกลุ่มที่ผ่านออกมาก่อน ส่วนกลุ่มต่อไป เช่น กฎหมายธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ กฎหมาย กสทช. เป็นต้น ขณะที่กฎหมายกลุ่มความมั่นคงทางด้านไซเบอร์ และกฎหมายคุ้มครองการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล จะเป็นกลุ่มที่ออกมาพร้อมกัน โดยจะพยายามผลักดันร่างกฎหมายทั้ง 10 ฉบับให้ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ภายในปลายปีนี้
“จากนี้จะเปิดให้มีการแสดงความคิดเห็นทุกสัปดาห์ โดยกฎหมายเหล่านี้มีความจำเป็นเมื่อไทยจะเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งจำเป็นต้องมีความพร้อมด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ แต่จะพยายามทำให้เกิดความสมดุลระหว่างการตรวจสอบและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล”นางสุรางคณา กล่าว
นพ.นวนรรน ธีระอัมพรพันธุ์ อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน เวชสารสนเทศ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ในทางการแทพย์จะต้องสร้างสมดุลระหว่างสิทธิส่วนบุคคลและการคุ้มครองสาธารณะ เช่น กรณีมีผู้ป่วยติดเชื้ออีโบลา แพทย์อาจต้องเผยแพร่ข้อมูลเพื่อคุ้มครองสาธารณะ แต่ในทางกลับกัน ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลส่วนบุคคลทางการแพทย์ที่ต้องเก็บรักษาไว้







