
โรดโชว์จับคู่เอสเอ็มอีขยายลงทุน-ค้าญี่ปุ่น
โพสต์ทูเดย์
— บีโอไอจับมือ กนอ.โรดโชว์ญี่ปุ่น พาเอสเอ็มอีชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ จับคู่เอสเอ็มอีญี่ปุ่นนางอรรชกา สีบุญเรือง เลขา ธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอและการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เตรียมเดินทางโรดโชว์ประเทศญี่ปุ่น เพื่อชักจูงการลงทุนในอุตสาหกรรมสนับสนุน เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ในวันที่ 2123 มิ.ย.นี้ โดยจะจัดกิจกรรมใน 3 เมือง คือ โตเกียว โยโกฮามา และนาโงยา
ทั้งนี้ บีโอไอได้เชิญผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสนับสนุนและนิคมอุตสาหกรรมร่วมเดินทางไปด้วย เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงโอกาสการลงทุนในนิคม
นายชนินทร์ ขาวจันทร์ ผู้อำนวยการหน่วยพัฒนาการเชื่อมโยงอุตสาหกรรม บีโอไอ กล่าวว่า การโรดโชว์ครั้งนี้จะได้ชี้แจงสิทธิประโยชน์จากบีโอไอ และโอกาสจากข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) และจะจัดให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ โลหะและแม่พิมพ์ จับคู่ธุรกิจกับเอสเอ็มอีในอุตสาหกรรมสนับสนุนของญี่ปุ่น เพื่อสานต่อการค้า การลงทุน และเทคโนโลยีเพื่อให้เกิดการซื้อขายสินค้า ร่วมมือทางเทคโนโลยีและร่วมลงทุนในอนาคต
สำหรับนิคมอุตสาหกรรมอมตะและเหมราชจะไปเจรจาจับคู่ธุรกิจผู้ประกอบการญี่ปุ่นที่สนใจเข้ามาลงทุนในไทย โดยอมตะและเหมราชมีลูกค้าบางส่วนเป็นนักลงทุนญี่ปุ่นอยู่แล้วในอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องจักรกล และอิเล็ก ทรอนิกส์
รายงานข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรมแจ้งว่า บีโอไอได้เชิญเอกชนไทยร่วมเดินทางโรดโชว์ครั้งนี้ 11 ราย แบ่งเป็นผู้ประกอบการพัฒนาที่ดินและนิคมอุตสาหกรรม 3 ราย คือ บริษัทอมตะ คอร์ บริษัทไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น บริษัทเหมราชพัฒนาที่ดิน และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสนับสนุน 8 ราย คือ บริษัทเอเซีย พรีซิชั่น บริษัทไอ.เอ็น.พรีซิชั่น บริษัทโมเดิร์น พาร์ท บริษัทพี ควอลิตี้ แมชีนพาร์ท บริษัทเอส.เค.โพลิเมอร์ บริษัทสยาม กรู โบล์ท แอนด์ นัท บริษัทไทยสิน เมทัล อินดัสทรี บริษัทแปซิฟิก รับเบอร์ เวิร์ค
นอกจากนี้ ในเดือน ก.ย. บีโอไอจะพาเอสเอ็มอีในอุตสาหกรรมสนับสนุนโรดโชว์ที่ญี่ปุ่นอีกครั้ง 1015 ราย เพื่อไปจับคู่ธุรกิจกับเอสเอ็มอีในเมืองกิฟุ และเมืองมิเอะ ซึ่งเป็นเมืองที่ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ป้อนโตโยต้าโดยบีโอไอจะเชิญสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตอละสมาคมอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทยร่วมเดินทางไปด้วย เพื่อไปสร้างความร่วมมือกับองค์กรเอกชนในเมืองดังกล่าว
การจับคู่ธุรกิจดังกล่าวต้องใช้เวลาในการติดตามผลประมาณ 612 เดือน เพราะนักธุรกิจญี่ปุ่นจะตรวจสอบความสามารถการผลิต การบริหารจัดการและคุณภาพสินค้า แต่ก็เป็นการสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทยเพราะจะได้พบกับบริษัทแม่ในญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนในไทย โดยในปัจจุบันมีบริษัทญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทยประมาณ 7,500 บริษัท ซึ่งตลาดเอเชียมีการขยายตัวสูงและไทยมีที่ตั้งเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค และทำให้การลงทุนในไทยขยายไปสู่ประเทศที่ 3 ได้







