posttoday
BECL+BMCLแล้วใหญ่

BECL+BMCLแล้วใหญ่

23 มกราคม 2558

มาร์เก็ตแคป 7.8 แสนล.เข้า SET50 ส.ค. ล้างขาดทุนสะสมเกลี้ยงปันผลงวดปีนี้

มาร์เก็ตแคป 7.8 แสนล.เข้า SET50 ส.ค. ล้างขาดทุนสะสมเกลี้ยงปันผลงวดปีนี้

BECL ควบ BMCL คาดแล้วเสร็จบริษัทใหม่ซื้อขายเดือน ส.ค.นี้ มาร์เก็ตแคป 7.8 แสนล้าน แตะ SET50

นายสมบัติ กิจจาลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ (BMCL) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ของบริษัท และบริษัท ทางด่วนกรุงเทพ (BECL) อนุมัติแผนการควบรวมกิจการระหว่าง BMCL กับ BECL โดยจะตั้งบริษัทใหม่ โดยใช้วิธีการให้ผู้ถือหุ้นของทั้งสองบริษัทมาแลกกับหุ้นบริษัทที่ตั้งขึ้นมาใหม่ในอัตราส่วน 1 หุ้นเดิมของ BMCL ต่อ 0.42050530 หุ้นในบริษัทใหม่ และ 1 หุ้นเดิมของ BECL ต่อ 8.65537841 หุ้นในบริษัทใหม่

ทั้งนี้ ก่อนจะควบรวมกิจการ BMCL มีแผนจะล้างผลขาดทุนสะสมที่มีอยู่ประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท ด้วยการลดทุนจดทะเบียนด้วยการลดมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (พาร์) จากหุ้นละ 1 บาท เป็น 0.37 บาท เพื่อนำส่วนต่างที่เกิดขึ้นมาล้างผลการทุนสะสมที่มีดังกล่าว โดยจะเหลือผลขาดทุนสะสมประมาณ 100 ล้านบาทซึ่งจะล้างได้หมดหลังควบรวมกิจการ ส่งผลให้บริษัทจะพลิกกลับมามีกำไรได้เร็วกว่าแผนเดิมที่วางเป้าหมายจะมีกำไรหลังเปิดเดินรถไฟฟ้าสายสีม่วงในปี 2559

นอกจากนั้น ยังเป็นการเตรียมความพร้อมหาโอกาสธุรกิจจากโครงการในอนาคต ทั้งการรอความชัดเจนจากรัฐบาลว่าต้องการเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายรูปแบบใด โดยรัฐบาลมีข้อมูลต้นทุนสายสีม่วงและสายสีน้ำเงิน ซึ่งจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในไตรมาสแรกปีนี้ จากนั้นจะเข้ากระบวนการเจรจา โดยจะได้ข้อสรุปในไตรมาส 2

ตามแผนงานของรัฐบาลต้องการระบบรางในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลเพิ่มเป็นกว่า 500 กิโลเมตร ภายใน 15 ปี จากปัจจุบันที่ 60 กิโลเมตร และจะเดินรถอีกราว 70 กิโลเมตร อีกทั้งในปีนี้จะเปิดประมูลก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม รถไฟฟ้าสายสีชมพู และ รถไฟฟ้าสายสีเหลือง ระยะทางรวมกันกว่า 70 กิโลเมตร

นางพเยาว์ มริตตนะพร กรรมการผู้จัดการ BECL กล่าวว่า บริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบรวมกิจการ จะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในช่วงต้นเดือน ส.ค. 2558 ที่จะช่วยประสานความแข็งแกร่งของธุรกิจของบริษัททั้งสองแห่ง เมื่อนำสินทรัพย์มารวมกันเพิ่มเป็นประมาณ 7 หมื่นล้านบาท เป็นของ BECL  5 หมื่นล้านบาท และ BMCL ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ขณะที่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) หลังควบรวมกิจการจะเป็นประมาณ 7.8 หมื่นล้านบาท ขึ้นเป็นอันดับที่ 35 ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และจะเข้าคำนวณใน SET50 จากเดิมที่ทั้งสองแห่งอยู่ที่อันดับประมาณ 100 และช่วยเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจมารวมกันเกิดเป็นบริษัทใหม่ที่มีความแข็งแกร่ง เพราะบริษัทมีเงินสดจำนวนมากที่พร้อมลงทุน

สำหรับ BMCL มีโอกาสจากโครงการรถไฟฟ้าใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นจำนวนมากในอนาคต ขณะที่หนี้สินรวมกันจะอยู่ที่ราว 4 หมื่นล้านบาท เป็นของ BECL ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท และ BMCL ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ ในปี 2558 เมื่อรวมรายได้จากทั้งสองบริษัทรวมกันจะอยู่ที่ 11,657 ล้านบาท แบ่งเป็นจาก BECL จำนวน 8,683 ล้านบาท เติบโต 1.3-1.5% จากปีก่อน และ BMCL จำนวน 2,974 ล้านบาท เติบโต 10% ส่วนงบการเงินปี 2557 จะใช้งบเสมือนที่รายได้รวมกันที่ 11,272 ล้านบาท โดยบริษัทใหม่จะมีกำไรสุทธิและจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานงวดปี 2558 ตามนโยบายที่กำหนดไว้ที่ 40% ของกำไรสุทธิ

 ทั้งนี้ การควบรวมเกิดบริษัทใหม่ที่มีศักยภาพพร้อมรองรับโอกาสการลงทุนในอนาคต เชื่อว่าจะได้โอกาสจากโครงการภาครัฐบาล โดยเฉพาะโครงการระบบราง

“ธุรกิจทางด่วนเติบโตไม่สูงเพราะฐานใหญ่ ส่วนธุรกิจรถไฟฟ้าเติบโตดีได้เพราะประชาชนนิยมเดินทางด้วยระบบราง ดังนั้นทั้งสองบริษัทเคยโตเท่าไหร่จะยังเติบโตเท่านั้น จะนำตัวเลขมาบวกกัน แต่มีโอกาสการเติบโตเพิ่มจากบริษัทที่แข็งแกร่ง มีโอกาสได้โครงการใหม่จากเทรนด์ประเทศในอนาคตจะมีรถไฟฟ้าเพิ่ม 10 สาย BECL มีเงินเยอะแต่ไม่ได้ใช้ ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมามีโครงการใหม่แค่ 1 โครงการ ทำให้เรามีทางออกใช้เงินลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีขึ้นอีกของ BMCL บริษัทใหม่จะเป็นทั้งหุ้นปันผลและหุ้นเติบโตที่เกิดจากการรวมกันทั้งสองบริษัท”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท