
แค่ถอดถอน
ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่อดีตรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าวในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถ่ายคลิปชี้แจง 35 คำถามที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตัดสิทธิชี้แจง แต่นักวิชาการ เช่น สมพร อิศวิลานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านข้าว สถาบันคลังสมองของชาติ มองว่า พรรคเพื่อไทยกำลังสร้างวาทกรรมที่บิดเบือนต่อข้อเท็จจริงและความเสียหายที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าว
ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่อดีตรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าวในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถ่ายคลิปชี้แจง 35 คำถามที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตัดสิทธิชี้แจง แต่นักวิชาการ เช่น สมพร อิศวิลานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านข้าว สถาบันคลังสมองของชาติ มองว่า พรรคเพื่อไทยกำลังสร้างวาทกรรมที่บิดเบือนต่อข้อเท็จจริงและความเสียหายที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าว
-กิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกฯ และ รมว.คลัง บอกว่า โครงการรับจำนำข้าวอย่ามองแต่เรื่องการขาดทุน เพราะในช่วงปีการผลิต 2554/2555 โครงการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 3.08 แสนล้านบาท และปีการผลิต 2555/2556 เป็นมูลค่า 3.15 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นปีละ 2.7% ของจีดีพี?
สมพร : เป็นการพูดเอาดีข้างเดียว เพราะในช่วง 2-3 ปีที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำโครงการรับจำนำข้าว ชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้นก็จริง แต่รายจ่ายของชาวนาก็เพิ่มขึ้นมากเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นค่าปุ๋ย ค่ายาปราบและกำจัดศัตรูพืช และค่าเช่านา ในขณะที่ชาวนารายใหญ่ในพื้นที่ลุ่มภาคกลางในเขตชลประทานมีน้ำทำนาปรังปีละ 2 หน นาปีอีก 1 หน ต่างจากชาวนาในภาคเหนือและอีสานที่ทำนาปีได้เพียงปีละ 1 ครั้ง และจากการลงพื้นที่พบว่าชาวนารายกลางที่มีที่นา 40-50 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในภาคกลาง ทำนาขายข้าวได้เงินรอบละเป็นล้านบาท แต่ชาวนารายเล็กในภาคเหนือและอีสานได้เงินน้อยมาก เพราะผลิตข้าวได้
ไม่มาก และส่วนหนึ่งต้องเก็บข้าวไว้กิน ยิ่งเป็นชาวนาที่อยู่ชายขอบ ส่วนนี้ไม่สามารถนำข้าวเข้าโครงการได้เลย ส่งผลให้ชาวนาทั้งประเทศ 3.7 ล้านครัวเรือน เข้าโครงการเพียง 50-60% เท่านั้น
“คุณกิตติรัตน์มองแต่ในแง่ดีด้านเดียว เพราะแม้ว่าจีดีพีจะเพิ่มขึ้นมา 2.7% แต่เงินส่วนนี้ชาวนากลุ่มใหญ่ๆ ได้นิดเดียว ซึ่งเป็นนโยบายที่ไม่เป็นธรรมกับสังคม และจีดีพีที่คุณกิตติรัตน์ยกมา เป็นเงินชาวนานำมาใช้จ่ายก็จริง แต่เงินส่วนใหญ่ถูกนำไปจ่ายเป็นค่าปุ๋ย
ค่ายา ซึ่งพ่อค้าได้ประโยชน์มากกว่า”
-มีการระบุว่าโครงการรับจำนำข้าวไม่ได้ทำลายกลไกตลาด?
สมพร : รัฐบาลผูกขาดซื้อมาเก็บไว้เอง และผูกขาดการขาย อย่างนี้เรียกว่าไม่ได้ผูกขาดได้อย่างไร สิ่งที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์แถลงไว้ต่อรัฐสภาและบอกว่าเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการ จะไม่ดำเนินการไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างตลาดกลางสินค้าเกษตร การสร้างระบบชลประทานไปถึงไร่นา และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่เรื่องเหล่านี้รัฐบาลไม่เคยทำเลย มีการทำอย่างเดียวคือรับจำนำข้าวเพื่อยกระดับราคา ซึ่งจะเห็นได้ว่าราคาข้าวเปลือกขยับขึ้นเพียงชั่วคราว สุดท้ายราคาก็ตกลงมา กลไกตลาดพัง ตลาดกลางซื้อขายข้าวก็ไม่เกิด สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ยั่งยืนของโครงการ และใช้จ่ายเงินของประเทศเพื่อหาเสียง
-การขายข้าวจีทูจีของรัฐบาลยิ่งลักษณ์เป็นการทุจริตระดับปฏิบัติ ไม่เกี่ยวกับฝ่ายนโยบาย ไม่เกี่ยวกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์?
สมพร : นโยบายใหญ่ระดับนี้คนในรัฐบาล หรือคนในพรรคเพื่อไทยจะไม่รู้ได้อย่างไร อีกทั้งกระบวนการในการดำเนินการโครงการมีการออกแบบเป็นอย่างดี และเปิดช่องให้มีการทุจริต อย่างการซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ เป็นคนไปลงนาม แล้วเวลาข้าราชการนำไปปฏิบัติก็ต้องส่งให้รัฐมนตรีอนุมัติก่อน อย่างนี้จะบอกว่าเป็นการทุจริตในระดับปฏิบัติได้อย่างไร เพราะรัฐมนตรีต้องรับรู้ ส่วน น.ส.ยิ่งลักษณ์ อาจรับรู้ แต่ไม่ได้เป็นคนเซ็นอนุมัติขายข้าว อันนี้หลักฐานอาจสาวไปไม่ถึง หากจะมีโทษก็คือปล่อยละเลยให้เกิดการทุจริตในโครงการ ซึ่งโทษอาจอยู่แค่การถอดถอน ยกเว้นว่าตัวรัฐมนตรีจะให้การซัดทอด ซึ่งเป็นเรื่องยาก
“แค่ไปเซ็นสัญญาขายข้าวจีทูจีกับบริษัทอะไรก็ไม่รู้ แล้วอ้างว่าเป็นการขายข้าวจีทูจี ถือว่าไม่ถูก เพราะหากเซ็นสัญญาซื้อขายข้าวจีทูจีกับจีนจริง ก็ต้องเซ็นสัญญากับคอฟโก้ ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลกลางที่ทำหน้าที่ในการซื้อข้าวแบบรัฐต่อรัฐเท่านั้น แถมกรณีนี้ยังมีการตั้งบริษัทตัวแทนมา 3 บริษัท ทำหน้าที่ขนข้าวออกจากโกดัง แล้วให้บริษัทตัวแทนเหล่านั้นเป็นผู้นำเงินมาจ่ายค่าข้าวเอง อย่างนี้ไม่เรียกว่าขายข้าวแบบจีทูจี และจุดที่น่าสนใจ คือ เช็คจ่ายเงินทุกใบจ่ายเป็น “เงินบาท” ซึ่งตามปกติการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือการค้าขายระหว่างประเทศ จะมีการตกลงจ่ายเงินในรูปสกุล “เงินเหรียญสหรัฐ” โดยถือเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ตีเช็คจ่ายเป็นเงินบาทเหมือนกรณีนี้
-น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ต้องรับผิดชอบคดีอาญากรณีเกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว?
สมพร : ก็คงจะเป็นเช่นนั้น เพราะกรณีนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้เข้าไปยุ่ง และการจะไปหาหลักฐานว่ามีส่วนรู้เห็นเป็นใจหรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตโดยตรง ก็ตอบว่าหลักฐานเหล่านี้แทบไม่มีและหายากมาก โทษสูงสุดที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เจอ อาจแค่ถอดถอนจากตำแหน่ง และเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี ส่วนโทษทางอาญาน่าจะสาวไปถึงยาก
เช่นคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1403/2521 ที่วินิจฉัยว่า “การกระทำโดยมิชอบนั้น เฉพาะตามหน้าที่ของเจ้าพนักงานนั้นโดยตรงที่ได้รับมอบให้มีหน้าที่นั้นๆ ถ้าการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติไม่เกี่ยวกับหน้าที่ของเจ้าพนักงานแล้ว ย่อมไม่มีความผิด” อีกทั้งต้องมี “มีเจตนาพิเศษ” ด้วย







