posttoday
กลยุทธ์การลงทุน ยามตลาดผันผวน

กลยุทธ์การลงทุน ยามตลาดผันผวน

22 มกราคม 2558

หากถามถึงการลงทุนในช่วงนี้ หลายคนคงกุมขมับกันเลย เพราะภาวะเศรษฐกิจดูไม่ค่อยเป็นใจ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจในประเทศที่หลายคนกังวลว่าจะเติบโตได้มากหรือไม่ เพราะยังมีปัจจัยเสี่ยงมากมาย เช่น ภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง ภาวะราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ ซึ่งส่งผลให้การใช้จ่ายของคนไทยเราลดน้อยลง

หากถามถึงการลงทุนในช่วงนี้ หลายคนคงกุมขมับกันเลย เพราะภาวะเศรษฐกิจดูไม่ค่อยเป็นใจ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจในประเทศที่หลายคนกังวลว่าจะเติบโตได้มากหรือไม่ เพราะยังมีปัจจัยเสี่ยงมากมาย เช่น ภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง ภาวะราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ ซึ่งส่งผลให้การใช้จ่ายของคนไทยเราลดน้อยลง

ขณะที่การใช้จ่ายของรัฐบาลก็ไปได้ช้า เงินที่หวังมากระตุ้นเศรษฐกิจก็ชักไม่แน่ใจ และหากมองไปเศรษฐกิจภายนอกบ้าง ก็เจอรัสเซีย ยูโรท่าทางแย่ จีนหรือญี่ปุ่นเองก็ยังมีปัญหา ส่วนอเมริกาเองแม้จะเริ่มดูดีแต่พอน้ำมันลดลงไปเรื่อยๆ ก็ชักวางใจไม่ได้ เมื่อภาวะเศรษฐกิจไม่เป็นใจอย่างนี้

กลยุทธ์การลงทุนในยามตลาดผันผวนอย่างนี้จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ สิ่งสำคัญในการลงทุนยามนี้จึงไม่ใช่การหาผลตอบแทนให้ได้ดีที่สุดเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการควบคุมความเสี่ยงให้เหมาะสมไม่ให้มาทำให้พอร์ตการลงทุนของเราเสียหาย

1.ยึดมั่นกับการลงทุนระยะยาว หัวใจสำคัญที่จะทำให้เรารอดพ้นจากความผันผวนของตลาดในระยะสั้น ก็คือ ตั้งเป้าหมายการลงทุนในระยะยาว และเมื่อเป้าหมายการลงทุนของเราระยะยาว กลยุทธ์การลงทุนก็ควรเป็นกลยุทธ์ระยะยาวด้วย

a.เลือกลงทุนโดยเน้นปัจจัยพื้นฐาน เลือกหลักทรัพย์ที่ได้รับผลดีในระยะยาวตาม SEPT

i. S: Social ภาวะสังคม พิจารณาว่าภาวะสังคมจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ให้เลือกการลงทุนที่ได้รับประโยชน์จากภาวะสังคมที่เปลี่ยนแปลงนั้น ตัวอย่างเช่น ภาวะสังคมไทยกำลังเป็นสังคมคนสูงอายุ สังคมผู้หญิงครองเมือง ฯลฯ

ii. E: Economic ภาวะเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอก เช่น พิจารณาปัจจัยทางภาวะเศรษฐกิจของแต่ละประเทศว่าเป็นอย่างไร ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยด้านไหนบ้าง อย่างไร

iii. P: Politics กฎระเบียบ หรือ นโยบายภาครัฐ ศึกษาว่านโยบายของรัฐจะเป็นประโยชน์หรือโทษต่ออุตสาหกรรมไหนบ้าง เช่น นโยบายโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ หรือนโยบายพลังงานทดแทน เป็นประโยชน์หรือโทษต่ออุตสาหกรรมไหนบ้าง

iv. T: Technology เทคโนโลยี มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เช่น Digital Economy หรือ 4G หรือการที่โทรศัพท์มือถือราคาถูกลง เป็นประโยชน์หรือโทษต่ออุตสาหกรรมไหนบ้าง

2.เน้น Margin of Safety สูง คือ มีความปลอดภัยในการ
ลงทุนสูง ในภาวะผันผวนเช่นปัจจุบันนี้ Upside Gain หรือเปอร์เซ็นต์กำไรมีไม่สูง ไม่คุ้มกับความเสี่ยงที่เราจะขาดทุน (Downside Risk) กรณีนี้แนะนำให้ถือเงินสดรอจังหวะที่หลักทรัพย์ที่เราสนใจราคาถูกจนอยู่ในระดับที่น่าสนใจ แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า ให้ซื้อเมื่อหุ้นตกนะครับ ไม่อยากให้พวกเราเล่นหุ้นขาลง เพราะเรายังไม่เห็นก้นเหว ควรรอให้หุ้นอยู่ในช่วงขาขึ้น ค่อยลงทุนดีกว่า แม้ว่าต้นทุนอาจไม่ได้ต่ำสุด แต่ก็ปลอดภัยและสร้างกำไรได้มากกว่าการซื้อ หุ้นขาลง

3. มองวิกฤตคือ โอกาส หากเราลองมองดูประวัติของคนที่
ประสบความสำเร็จในการลงทุนทุกคนเลยก็ได้ จะเห็นแทบทุกคนรวยหุ้นจากการลงทุนในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจทั้งนั้น เพราะคนเรามักจะตอบสนองต่อเหตุการณ์ภายนอกเวอร์ไปหน่อย เช่น หากเศรษฐกิจมีแนวโน้มดี หุ้นก็จะขึ้นซะอย่างกับว่า GDP จะโตสัก 10% หรือหากเศรษฐกิจมีแนวโน้มไม่ดี หุ้นก็จะตกเหมือนราวกับประเทศไทยจะมีปัญหา ดังนั้นเมื่อเกิดวิกฤต ราคาหลักทรัพย์ก็จะถูกกว่าที่ควรจะเป็น จึงเป็นโอกาสของดีราคาถูกที่นักลงทุนพื้นฐานหลายคนเฝ้ารออยู่นั่นเอง

4.ศึกษาข้อมูลเลือกหุ้นในดวงใจ ใช่ครับ ถ้าจังหวะยังไม่ใช่ ก็ยังไม่ต้องรีบลงทุน การถือเงินสดไว้เพื่อรอจังหวะการลงทุนที่เหมาะสมก็ถือเป็นกลยุทธ์การลงทุนเช่นกัน ช่วงที่รอจังหวะจึงควรเป็นช่วงที่เราใช้เวลาศึกษาหาความรู้การลงทุน หาข้อมูลเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานดี มีอัตราการเติบโตสูง พิจารณาราคาที่เหมาะสม จากนั้นก็เฝ้ารอ เมื่อราคามาถึงเป้าหมายที่เราเฝ้ารอก็รีบลงทุนทันที

5.กระจายความเสี่ยง เพราะอนาคตไม่แน่นอน เราจึงควรบริหารความเสี่ยงด้วยการกระจายการลงทุน ทั้งการกระจายความเสี่ยงไปยัง

a.หุ้นต่างอุตสาหกรรมกัน หรือประเภทหุ้นที่แตกต่างกัน

b.ประเภทสินทรัพย์การลงทุนที่แตกต่างกัน เช่น ทองคำ หุ้น อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ

c.ช่วงเวลาในการลงทุนที่แตกต่างกัน อย่างเช่น การทำ Dollar cost average ก็เป็นการกระจายความเสี่ยงด้วยการกระจายช่วงเวลาการลงทุน

d.พื้นที่ในการลงทุน เช่น กระจายการลงทุนไปยังประเทศต่างๆ เช่น อเมริกา ญี่ปุ่น เป็นต้น

6.แต่แม้ว่าเราจะวางแผนอย่างไร ระดับความรุนแรงของความผันผวนเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ยาก ดังนั้นเราควรเลือกเน้นลงทุนในหุ้นพื้นฐานดีที่มีความคงทนต่อความผันผวนสูง เช่น หุ้นกิจการขนาดใหญ่ที่เป็นผู้นำตลาด มีฐานะการเงินที่มั่นคง มีความได้เปรียบทางการแข่งขัน เป็นต้น

7.เน้นลงทุนในหุ้นที่ปันผลดี เพื่อว่าแม้ราคาหุ้นอาจยังไม่ปรับตัวจากภาวะตลาดที่ซบเซาแต่ด้วยกิจการที่ยังคงมีผลการดำเนินงานที่ดี เราก็ยังได้รับเงินปันผลที่มากคุ้มกว่าการฝากเงินกับธนาคาร

ท่านที่สนใจบทความทางการเงินที่ผมได้เขียนเองและได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆสำหรับเผยแพร่ให้ท่านผู้สนใจทุกท่าน ขอเชิญไปกด Like ได้ที่ Page ใน Face book ชื่อ Sathit Bovornsantisuth CFP เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารต่อไปได้ครับ...ขอบคุณครับ

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน