
ไม่สนเกษตรกรนำเข้าปาล์ม5หมื่นตัน
ครม.ไม่สนเกษตรกร อนุมัตินำเข้าน้ำมันปาล์มดิบ 5 หมื่นตัน อ้างแก้ไขปัญหาน้ำมันปาล์มขาดแคลน
ครม.ไม่สนเกษตรกร อนุมัตินำเข้าน้ำมันปาล์มดิบ 5 หมื่นตัน อ้างแก้ไขปัญหาน้ำมันปาล์มขาดแคลน
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการนำเข้าปาล์มน้ำมัน 5 หมื่นตัน ตามที่คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติเสนอ เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำมันปาล์มขาดแคลนในช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ. 2558 เนื่องจากขณะนี้ปริมาณน้ำมันปาล์มสต๊อกมีเพียง 1.13 แสนตันเท่านั้น ขณะที่ปริมาณน้ำมันปาล์มที่จะเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศจะอยู่ 1.7 แสนตัน ซึ่งทำให้เกิดความไม่มั่นใจต่อการขาดแคลนน้ำมันปาล์ม จนมีการสต๊อกน้ำมันปาล์มไว้เพื่อเก็งกำไรเหมือนในอดีต จึงจำเป็นต้องมีการสั่งน้ำมันปาล์มเข้ามา
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่า ต้องทำความเข้าใจกับเกษตรกรว่า ผู้ที่นำเข้าในครั้งนี้ไม่ใช่ภาคเอกชน แต่เป็นองค์การคลังสินค้าและมีกฎกติกาที่ชัดเจนว่าจะนำเข้ามาไม่เกิน 5 หมื่นตัน และต้องเสร็จสิ้นไม่เกินกลางเดือน ก.พ. 2558
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการรับประกันผลผลิตลูกปาล์มสดที่กิโลกรัมละ 5 บาท โดยข้อตกลงที่ว่านี้ ได้มีการประชุมกับ
ภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องแล้วทั้งภาครัฐ
ผู้ประกอบการ และผู้แทนเกษตรกรจึงขอให้เกษตรกรมั่นใจ
นายอำนวย ปะติเส รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การนำเข้าครั้งนี้จะทำให้สต๊อกปาล์มน้ำมันอยู่ประมาณ 2 แสนตัน ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม กลุ่มเกษตรกรชาวสวนปาล์มนำโดยนายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มแห่งประเทศไทย ได้เข้ายื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ชะลอการนำเข้าปาล์มน้ำมัน และขอให้ตรวจสอบสต๊อก เพราะไม่มั่นใจการบริหารสต๊อกของกรมการค้าภายใน เพราะเมื่อเดือน ต.ค. 2557 สต๊อกน้ำมันปาล์มมีอยู่ 3.4 แสนตัน หากบอกว่าเหลือแค่ 8 หมื่นตัน จะหายไปร่วม 2.7 แสนตัน ทั้งๆ ที่น้ำมันปาล์มขวดที่ขายอยู่ในท้องตลาดก็ยังมีขายปกติ ไม่ขาดแคลน ทำไมกรมการค้าภายในจึงเสนอให้นำเข้าตั้ง 5 หมื่นตัน เพราะว่าอีกประมาณ 1-2 เดือน ปาล์มทะลายสุกของเกษตรกรจะเริ่มทยอยออกขายมากขึ้น จึงอาจทำให้ราคาปาล์มตกต่ำจนเหลือ 3 บาท/กิโลกรัม
ด้าน นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า ได้ออกประกาศแก้ไขข้อกำหนดลักษณะและคุณภาพน้ำมันดีเซลให้สอดคล้องกับสถานการณ์วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตไบโอดีเซล (บี100) จากเดิมกำหนดสัดส่วนการใช้บี100 ในดีเซลไม่เกิน 7% เป็น 3.5-7% เพื่อลดปริมาณการใช้ปาล์มน้ำมันที่มีปัญหาตึงตัว โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 ม.ค.เป็นต้นไป เพื่อแก้ปัญหาปาล์มขาดแคลนในระยะสั้น โดยสัดส่วนบี100 ที่เหลือ 3.5% จะช่วยลดการใช้บี100 ลงเฉลี่ยวันละ 2 ล้านลิตร จากเดิมวันละ 4 ล้านลิตร







