
Line หรือ Lie
ช่างเป็นความบังเอิญที่ Line กับ Lie ออกเสียงเหมือนกัน จึงมีผู้ล้อเล่นกันว่าเรื่องที่ส่งมาทางไลน์อาจเชื่อไม่ได้ทั้งหมด
ช่างเป็นความบังเอิญที่ Line กับ Lie ออกเสียงเหมือนกัน จึงมีผู้ล้อเล่นกันว่าเรื่องที่ส่งมาทางไลน์อาจเชื่อไม่ได้ทั้งหมด
สำหรับผู้ที่ลงทุนในหุ้น บางคนถูกปลุกด้วยเสียงไลน์ เมื่อเปิดเข้าไปดูจะเจอกับเมนูหุ้นเด็ดประจำวันเสิร์ฟเป็นอาหารเช้า ซึ่งจะเลือกรับประทานแบบไหน หรือจะแค่อ่านเอามันก็เป็นสิทธิของแต่ละคน
ลองสำรวจอย่างคร่าวๆ พอจะสรุปเมนูที่มาทุกเช้าได้ว่า มี 3 แบบ
เมนูแบบแรก “ขอ 3 คำ” เป็นการให้ข้อมูลสั้นๆ ทันใจ เช่น (ขอใช้อักษรไทยแทนชื่อย่อหุ้น) กขค ลงสะสม, พนก เป้า 3 บาท, อดร ซื้อก่อน 10.30 น., จกอ คัตถ้าหลุด 1.75 (อย่าห่อกลับบ้าน) หรือบางทีมาแต่ชื่อหุ้นเปล่าๆ ก็มี แล้วก็มีคนตัดสินใจซื้อและขายตามโพยนั้น โดยไม่หาหรือเช็กข้อมูลอื่นใดอีก
เมนูแบบที่ 2 “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” มาแบบดูน่าเชื่อถือกว่าเมนูแรกตรงที่บอกข้อมูลเชิงเทคนิค เหมือนจะบอกว่าศึกษามาให้ดีแล้ว เช่น หุ้น แนวรับ แนวต้าน ราคาเป้าหมาย จุด cut loss กขค 8.30 8.75 8.60 8.10
บางคนเห็นแบบนี้แล้วอยากซื้อทันที ลดเวลาหาข้อมูล ไม่ต้องคำนวณและพล็อตกราฟเองให้เมื่อย ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเทคนิคที่เขาใช้คืออะไร
เมนูแบบที่ 3 “ครบเครื่องต้มยำ” แบบนี้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นนั้นด้วย เช่น “ข่าว” จทก เตรียมร่วมทุนโรงไฟฟ้า พร้อมพิจารณาแจกวอร์แรนต์, อวท แผนเจรจาควบรวมใกล้จบดีล ดันกำลังผลิตเพิ่ม 10 เท่าหรือ “บทวิเคราะห์” มกน น่าลงทุนระยะยาวจากกำลังการผลิตเติบโตในอีก 3 ปีด้วยสัญญาที่รอลงนามกับลูกค้าเมนูนี้ดูน่าเชื่อถือขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับสองแบบแรก แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนโพสต์คนแรก โพสต์ไว้ตั้งแต่เมื่อไร และเป็นข่าวจริงหรือลือกันแน่
ทั้งสามเมนูมักจะมีบางอย่างที่เหมือนกัน! (1) ชื่อผู้เขียนโพสต์ ที่ใช้ชื่อที่แสดงปาฏิหาริย์ หรือบ่งบอกความมีเมตตา เช่น แม่หมอ... พ่อหมอ... ป้าใจดี ลุงหุ้นรวย (2) ลงท้ายเหมือนๆ กัน “แชร์หุ้นนะ ไม่ได้เชียร์” “ขอให้ทุกท่านโชคดี” และ (3) บอกด้วยว่า “จำนวนผู้อ่าน .... คน” แล้ว
เขากำลังทำอะไรกับเรา? ผู้ที่เขียนโพสต์ต้องการให้อะไรเกิดขึ้นกับเราเมื่อได้อ่านข้อความเหล่านั้น ทำไมเราทำตามดังโดนมนตร์สะกด ทั้งที่เราไม่รู้ว่าต้นทางของข้อความมาจากที่ไหน ข้อมูลนั้นเชื่อถือได้อย่างไร แม้จะรู้ว่าเพื่อนหรือบริษัทที่เราใช้บริการหรือมาร์เก็ตติ้งของเราส่งมาให้ด้วยความหวังดีก็ตาม
หากดูตามทฤษฎีการเงินเชิงพฤติกรรม น่าจะอธิบายได้ว่า คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มทำตามกลุ่ม (Herding Behavior) แม้ว่าสิ่งนั้นจะมีเหตุผลหรือไม่ก็ตาม และเพราะเราเชื่อว่าจะมีคนเชื่อและซื้อขายตามโพยนี้กันหลายคน ทำให้เรารู้สึกอุ่นใจและปลอดภัย (Sense of Security) คิดว่าถ้าขาดทุนก็มีเพื่อนร่วมขาดทุนด้วย ยิ่งไปกว่านั้น คนเรามักมีอคติ (Bias) ที่ว่า เรารู้ว่ามีคนโชคร้ายบนโลกนี้ มีคนที่ซื้อตามโพยแล้วขาดทุนหรือติดดอย แต่เราจะไม่ใช่คนโชคร้ายคนนั้น เราจะไม่โลภ เราจะออกทัน หรือมั่นใจตัวเองมากเกินไปหนที่แล้วรอดมาพร้อมกำไรติดปลายนวม หนนี้ก็จะทำได้อีก ...เรากำลังเอานิสัยพนันและเสี่ยงดวงมาใช้กับการลงทุนหรือเปล่า?
พฤติกรรมแบบนี้ไม่ใช่เรื่องผิดหรือถูก แต่ถ้าเราใช้เหตุผลและวิเคราะห์ว่า ใครได้-ใครเสียจากพฤติกรรมของเรา เราน่าจะทบทวนวิธีการตัดสินใจลงทุนให้ดีขึ้นได้
หาข้อมูลก่อน ไม่ต้องกลัวตกรถไฟเชื่อว่าข้อมูลในลักษณะบทวิเคราะห์หลายข้อมูลเชื่อถือได้ เพราะมาจากนักวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ ซึ่งผู้โพสต์สามารถทำให้ข้อมูลน่าเชื่อถือได้ง่ายๆ เพียงแค่ใส่ชื่อบริษัทหลักทรัพย์และวันที่จัดทำไว้ ส่วนที่มาแบบข่าวลือใกล้เป็นจริง หรือมาแต่ชื่อหุ้นและราคาเป้าหมาย ผู้ลงทุนต้องหาข้อมูลเพิ่มอีก ทุกวันนี้ข่าวหาง่ายบางทีค้นจาก Google หรือเว็บกระทู้ยอดฮิตด้วย “ชื่อหุ้น” หรือ “ชื่อผู้บริหาร” ก็จะมีผู้บอกเล่าเรื่องราวไว้ ทั้งข่าวดีข่าวร้าย เจอแล้วเช็กกับเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ (www.set.or.th) อีกที ทำเพิ่มอีกแค่นี้คงไม่ทำให้ตกรถไฟ ของถ้าดีจริงต้องดีนาน ถ้าดีแป๊บๆ ไม่เข้าไปยุ่งจะดีกว่า
Line จะ Lie ไม่สำเร็จ ถ้าเราตรวจสอบข้อมูลก่อนลงทุนทุกครั้ง







