
เร่งเครื่องบิ๊กดาต้า รับนโยบายดิจิทัลอีโคโนมี
มูลค่าตลาดรวมอุตสาหกรรมบิ๊กดาต้าทั่วโลก จากการสำรวจของไอดีซี พบว่า ในปี 2557 ที่ผ่านมา มีมูลค่ากว่า 16.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5,200 ล้านบาท สำหรับทวีปเอเชียนั้น คาดการณ์มูลค่าตลาดของปี 2558 ไว้ที่ 1.61 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 34.7% จากปีที่ผ่านมา
มูลค่าตลาดรวมอุตสาหกรรมบิ๊กดาต้าทั่วโลก จากการสำรวจของไอดีซี พบว่า ในปี 2557 ที่ผ่านมา มีมูลค่ากว่า 16.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5,200 ล้านบาท สำหรับทวีปเอเชียนั้น คาดการณ์มูลค่าตลาดของปี 2558 ไว้ที่ 1.61 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 34.7% จากปีที่ผ่านมา
แต่สำหรับประเทศไทยกลับยังไม่มีการเก็บข้อมูลเหล่านี้อย่างชัดเจน เพราะทางภาครัฐหันไปให้ความสำคัญด้านการลงทุนด้านฮาร์ดแวร์มากกว่าด้านซอฟต์แวร์ ซึ่งการสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานเพียงอย่างเดียวนั้น จะไม่เกิดผลดีในอนาคต หากไม่มีคนทำงานและเครื่องมือในการประมวลผลอย่างชัดเจน
ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการสถาบันไอเอ็มซี กล่าวว่า การลงทุนด้านบิ๊กดาต้าถือเป็นอีกส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญสำหรับภาพรวมของดิจิทัล อีโคโนมี เพราะมีการคาดการณ์ว่าทั่วโลกจะมีความต้องการบุคลากรด้านบิ๊กดาต้ามากกว่า 4 ล้านคน แต่ปัจจุบันมีน้อยมาก ซึ่งในไทยอาจมีไม่ถึงร้อยคน ซึ่งที่่ผ่านมาไอเอ็มซีได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรด้านไอทีมาอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้ตั้งเป้าเปิดอบรมได้ 50-100 คน ซึ่งการเร่งเพิ่มทักษะให้คนไอทีจะช่วยเสริมศักยภาพในการทำงานให้ดีขึ้น
“บิ๊กดาต้ายังถือว่าเป็นเรื่องใหม่ทั้งภาครัฐและเอกชน ถือว่าเป็นบลูโอเชียนที่ต้องลงทุนอย่างทันที เพราะบิ๊กดาต้ามีประโยชน์ต่อธุรกิจและภาครัฐ ดังนั้นการออกโอเพ่นดาต้าต้องคำนึงถึงการสร้างรากฐานอย่างจริงจัง” ธนชาติ กล่าว
ทั้งนี้ ข้อดีของการพัฒนาบิ๊กดาต้าสำหรับภาครัฐนั้น จะช่วยให้ภาคเอกชนนำไปต่อยอดจนเกิดการสร้างสรรค์บริการที่ดีในอนาคต หากภาครัฐไม่ทำข้อมูลส่วนกลางนี้ จะทำให้ภาคเอกชนเสียโอกาส เพราะต้นทุนการทำงานสูง และต้องขอซื้อข้อมูลเหล่านี้จากต่างประเทศ แทนที่จะเกิดการซื้อขายข้อมูลในประเทศ
ขณะที่การวางฐานดิจิทัล อีโคโนมี ที่จะได้ผลดีนั้น ภาครัฐควรจะช่วยส่งเสริมภาคธุรกิจขนาดเอสเอ็มอีให้สามารถนำฐานข้อมูลไปใช้ต่อยอดในการสร้างบริการใหม่ๆ ได้ เพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่มีแนวโน้มการเติบโตในปีนี้กว่า 3 หมื่นล้านบาท มีฐานข้อมูลสำหรับวางแผนการตลาดได้อย่างรวดเร็ว ซึ่ง 70% ขององค์กรเอกชนขนาดใหญ่ ต้องเสียเงินซื้อข้อมูลเหล่านี้จากต่างประเทศ
กรณีตัวอย่างคือ บารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ ยอมรับว่าชนะการเลือกตั้งเพราะนำบิ๊กดาต้ามาปรับใช้ โดยได้ดึงข้อมูลจากโซเชียลมีเดียของบุคคลที่มีสิทธิเลือกตั้ง มาวิเคราะห์และประมวลผลถึงพฤติกรรม ความต้องการการใช้ชีวิต และนำมาออกเป็นนโยบายที่ตอบสนองความต้องการของประชากรอย่างเหมาะสมจนได้รับการคัดเลือก แสดงให้เห็นว่าหากนำบิ๊กดาต้ามาใช้อย่างเหมาะสม จะมีประโยชน์อย่างมหาศาล
เด่นเดช สวรรคทัต นักวิชาการอิสระ สถาบันไอเอ็มซี กล่าวว่า ปัจจุบันยังมีนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญด้านบิ๊ก ดาต้า หรือ Data Scientist น้อยมาก ในประเทศไทยอาจจะมีไม่ถึงร้อยคน ถ้าเป็นระดับเอเชียที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้จะมีมากกว่า แต่ก็ยังอยู่ในหลักร้อยเท่านั้น เพราะภาครัฐมีการลงทุนทรัพยากรบุคคลสูง หากไทยยังเน้นแต่เรื่องอินฟราสตรัคเจอร์ไม่เน้นคนทำงานก็ไม่มีประโยชน์ในอนาคต
“บุคลากรที่เชี่ยวชาญด้านโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ของไทยนั้นมีความสามารถมาก แต่ถูกจำกัดอยู่ในองค์กรเอกชนขนาดใหญ่ ทำให้ไม่ทราบว่าภาพรวมคนที่ทำงานด้านนี้มีกี่คน ยกตัวอย่างระบบการเรียนการสอนของไทยจะเน้นการสอนภาษาซีและจาวาสคริปต์ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้าน Data Scientist จะต้องใช้ภาษาอาร์ หากผู้สอนเพิ่มทักษะในด้านนี้เข้าไป จะช่วยให้คนที่ทำงานในสายงานไอทีด้านบิ๊กดาต้าเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว” เด่นเดช กล่าว
ความต้องการในการใช้งานบิ๊กดาต้าสำหรับภาคธุรกิจนั้น จะมีเกือบทุกองค์กรที่มีขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น สถาบันการเงิน ประกันภัย ค้าปลีก และโทรคมนาคม ล้วนแต่มีความต้องการและจำเป็นต้องใช้งานวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อนำไปศึกษาพฤติกรรมของลูกค้า นำไปวางแผนการตลาดและสร้างบริการใหม่มาตอบสนองความต้องการของลูกค้า ซึ่งภาคธุรกิจหลายรายต้องซื้อข้อมูลจากต่างประเทศเพื่อนำมาใช้งาน
ดังนั้น หากภาครัฐไม่มีการวางรากฐานเรื่องนี้อย่างชัดเจน ไทยยังต้องเกิดภาวะเงินไหลไปยังต่างประเทศจำนวนมหาศาลแน่นอน โดยสิ่งที่ภาครัฐควรทำก่อน คือ วางกลยุทธ์ในการทำโอเพ่นดาต้าอย่างชัดเจน นอกจากการทำอินฟราสตรัคเจอร์ และต้องเร่งพัฒนาบุคลากรที่มีความสามารถด้านไอที ซึ่งทั้ง 3 ส่วนนี้จะช่วยลดต้นทุนในการทำธุรกิจ” ธนชาติ กล่าว
ทั้งนี้ หากภาครัฐและเอกชนยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญของบิ๊กดาต้า นอกจากจะเสียโอกาสทางการตลาด ยังเป็นจุดบอดที่ส่งผลต่อนโยบายดิจิทัล อีโคโนมี ให้ไม่สามารถสัมฤทธิผลได้อย่างแท้จริง







