
บริษัท ตัวฉัน‘MYSELF Inc’.
ใครก็ตามที่ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน หรือมีความรู้ทางด้านการเงิน ก็จะทราบว่าบริษัททุกบริษัทจะต้องมีการจัดทำรายการทางด้านการเงิน 3 สิ่ง อยู่เสมอ อันได้แก่ งบดุล (Balance Sheet) งบกำไรขาดทุน (Income Statement) และงบกระแสเงินสด (Statement of Cash Flow) เพื่อให้ตัวบริษัทเองทราบว่าสถานะของตัวเองเป็นเช่นไร ตั้งแต่งบดุลอันแสดงสินทรัพย์ทั้งหมดที่มี ที่เกิดจากทั้งเงินทุนที่ลงไปเองบวกกับเงินกู้ที่หยิบยืมมา งบกำไรขาดทุนที่แสดงถึงรายได้ที่หามาหักด้วยค่าใช้จ่ายทั้งหมดในแต่ละช่วงเวลา
ใครก็ตามที่ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน หรือมีความรู้ทางด้านการเงิน ก็จะทราบว่าบริษัททุกบริษัทจะต้องมีการจัดทำรายการทางด้านการเงิน 3 สิ่ง อยู่เสมอ อันได้แก่ งบดุล (Balance Sheet) งบกำไรขาดทุน (Income Statement) และงบกระแสเงินสด (Statement of Cash Flow) เพื่อให้ตัวบริษัทเองทราบว่าสถานะของตัวเองเป็นเช่นไร ตั้งแต่งบดุลอันแสดงสินทรัพย์ทั้งหมดที่มี ที่เกิดจากทั้งเงินทุนที่ลงไปเองบวกกับเงินกู้ที่หยิบยืมมา งบกำไรขาดทุนที่แสดงถึงรายได้ที่หามาหักด้วยค่าใช้จ่ายทั้งหมดในแต่ละช่วงเวลา
ในกรณีที่บริษัทมีกำไรก็จะทำให้เงินหน้าตักที่เรียกว่าทุนเพิ่มขึ้นทำให้สามารถไปซื้อหรือขยายสินทรัพย์ได้อีกเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนไปถึงงบกระแสเงินสดอันหมายถึงเงินที่ต้องจัดเตรียมเพื่อให้ทั้งขารับขาจ่ายสมดุลกันไม่สำรองเงินมากเกินไปและไม่ขาดมือเมื่อต้องการ
ทั้งนี้ บริษัททุกบริษัทใช้เครื่องมือทั้งสามสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นในการจัดการเพื่อให้มั่นใจได้ว่า ผู้ถือหุ้นของบริษัท (Shareholder) มีสิ่งที่เรียกว่า ผลตอบแทนการลงทุนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity) สูงสุดและสามารถรักษาระดับความต่อเนื่องได้ดี
ตัวอย่างเช่น สินทรัพย์ที่แสดงถูกนำมาจัดการเพื่อที่จะสร้างให้มีสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สูงสุดและมีสัดส่วนมากที่สุด สัดส่วนระหว่างเงินที่หยิบยืมกับทุนที่ลงเองถูกนำมาพิจารณาเพื่อให้สามารถนำไปสร้างสินทรัพย์เพิ่มเติมได้มากภายใต้ความเสี่ยงในมิติต่างๆ รายได้ที่ต้องหาถูกนำมาตั้งเป็นเป้าหมายและติดตาม รายจ่ายที่มีถูกนำมาจัดหมวดหมู่ประมาณการและควบคุม ระดับเงินสดถูกจัดเตรียมให้ไม่เยอะเกินไปเพื่อไม่ให้เสียโอกาสทางการสร้างสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ เป็นต้น
จริงๆ แล้ว สิ่งที่ผมพยายามเกริ่นมาตั้งนานนั้น ตั้งใจจะบอกแค่ว่าคนเราทุกคนไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปบริษัท ก็สามารถที่จะมีสิ่งที่เรียกว่างบการเงินทั้งสามของตัวคุณเองได้ พวกเราทุกคนมีผู้ถือหุ้นซึ่งก็คือตัวเอง ครอบครัว และคนที่เรารัก ดังนั้น เราจึงควรมีงบการเงินในรูปแบบ “บริษัทตัวฉัน (Myself Inc.)” ในทุกๆ ก้าวที่เดินไปสู่เป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นทุกไตรมาส ครึ่งปี หรือปี ล้วนเป็นสิ่งที่มีประโยชน์
ถ้าบริษัทตัวฉันมีการเดินแบบมีงบการเงินในใจ
คุณเองจะเป็นผู้ตอบคำถามต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง เช่น ว่าสินทรัพย์ที่บริษัทตัวฉันมีอยู่นั้นเป็นสินทรัพย์แบบที่ก่อให้เกิดรายได้มากน้อยเพียงใด หรือแบบไม่ก่อให้เกิดรายได้มากน้อยเพียงใด และอะไรควรมากน้อยกว่ากัน บ้านและรถยนต์ควรจะซื้อในราคามากน้อยแค่ไหน
เมื่อเวลาผ่านไปอันไหนควรเพิ่ม อันไหนควรลด เงินที่ยืมมาเมื่อเทียบกับทุนที่มีมากเกินไปหรือไม่ และถูกนำไปใช้เพื่ออะไรและควรจะเพื่ออะไรกันแน่ ควรมีการตั้งเป้ารายได้ในแต่ละปีมากน้อยเพียงใด ค่าใช้จ่ายในแต่ละงวดคือเพื่ออะไรกันแน่ และจะควบคุมและจัดการอย่างไร เป็นต้น
บริษัททั่วไปอาจมีการนำอัตราส่วนทางการเงินหรือที่เรียกว่า Financial Ratio มาใช้เพื่อที่จะเทียบ (Benchmark) ว่าตัวเองอยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับบริษัทคู่แข่ง หรือบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน เพื่อที่จะมากำหนดการจัดการ แต่ในความเห็นของผม บริษัทตัวฉันแตกต่างออกไป ไม่มีกฎหรือสัดส่วนที่ตายตัว อาจบางทีสามารถนำไปเปรียบเทียบได้กับเพื่อน กับคนที่ประสบความสำเร็จ หรือค่ามาตรฐานบางอย่างที่กูรูทางด้านการเงินแนะนำไว้ แต่ท้ายสุดแล้วก็ไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้ เนื่องจากเป้าหมายต่างกัน ความพอใจต่างกัน ความสุขที่ต้องการต่างกันในแต่ละช่วงอายุก็แตกต่างกันอีก ทำให้เจ้าของบริษัทตัวฉันที่มีสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนสูงสุดอาจไม่ได้เป็นคนที่มีผลตอบแทนทางการลงทุนสูงสุด และสิ่งเดียวที่กำหนดคือความ Make sense ว่าสอดรับกับเป้าหมายท่านหรือไม่ตลอดเวลาที่เดินไปและเมื่อหันมามองเครื่องมือนี้ (ไม่จำเป็นต้องทำในรูปแบบงบการเงินที่ซับซ้อนอะไรมากมาย) ผมเชื่อว่าเป็นกระบวนการการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่จะนำไปสู่คำว่า อิสรภาพ ภายใต้บริบทของตัวคุณเองครับ







