
สต๊อก‘บกพร่อง’ เร่งนำเข้าน้ำมันปาล์ม 5 หมื่นตัน
ต้องถือว่าเป็นความบกพร่องโดยสุจริต เมื่อ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ ออกมาเปิดเผยเมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา
โดย...สิทธิณี ห่วงนาค
ต้องถือว่าเป็นความบกพร่องโดยสุจริต เมื่อ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ ออกมาเปิดเผยเมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมาว่า สต๊อกน้ำมันปาล์มดิบในประเทศลดลงมาอยู่ที่ 1.13 แสนตัน ซึ่งถือเป็นระดับที่ “วิกฤต” จากระดับปกติ 2 แสนตัน
“ผลจากภัยแล้งในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ผลผลิตออกมาน้อยจริงๆ ซึ่งไม่มีใครเตือนก่อน เพราะไม่มีใครทราบ แม้ว่าจะมีกฎหมายกำหนดให้โรงสกัดและโรงกลั่นน้ำมันปาล์มต้องรายงานสต๊อกในกระทรวงพาณิชย์ และอนุกรรมการติดตามสต๊อกน้ำมันปาล์มทราบทุกวันที่ 10 ของเดือนก็ตาม และต้องยอมรับว่าการประเมินผลผลิตปาล์มน้ำมันของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อาจคลาดเคลื่อนได้ เพราะปาล์มมันอ่อนไหวต่ออากาศมาก บางพื้นที่พบว่าปาล์มยังออกดอก แต่จริงๆ พอมีภัยแล้งดอกจะฝ่อเลย” วิวรรณ บุณยประทีปรัตน์ เลขาธิการสมาคมปาล์มน้ำมัน และน้ำมันปาล์มแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) เมื่อวันที่ 19 ม.ค. และมีมติเปิดนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบแยกไข (Crude Palm olein) 5 หมื่นตัน
ทว่า ประเด็นที่น่าสนใจ คือ การที่กระทรวงพาณิชย์และ พล.อ.ฉัตรชัย ได้รายงานสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบ ณ สิ้นเดือน ม.ค. 2558 ต่อที่ประชุมว่า สต๊อกจะลดลงมาสู่ระดับ 8.12 หมื่นตัน ได้สะท้อนให้เห็นถึงการละเลยและเพิกเฉยต่อสัญญาณเตือนภัยที่นำไปสู่การเตรียมการรับมือวิกฤตน้ำมันปาล์มขาดแคลน
นั่นเพราะเมื่อต้นปี 2554 ไทยประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมันปาล์มบริโภค ทั้งยังเกิดปรากฏการณ์น้ำมันปาล์มขวดหายไปจากชั้นวางสินค้า จนถึงขั้นจำกัดปริมาณการซื้อต่อครัวเรือนและต่อคิวซื้อน้ำมันปาล์ม ส่งผลให้รัฐบาลสมัยนั้น “เร่งรีบ” นำเข้าน้ำมันปาล์มดิบแยกไขจากเรือบรรทุกน้ำมันปาล์มที่ลอยลำคอยท่าอยู่ในทะเล ก่อนที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะตัดสินใจอนุมัติให้เปิดนำเข้าน้ำมันปาล์มเสียอีก และกว่าความปั่นป่วนจะยุติลงก็ต้องรอจนถึงเดือน ก.พ.-มี.ค. 2554
เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนน้ำมันปาล์มไม่ให้ซ้ำรอยในอดีต กนป. เมื่อวันที่ 12 เม.ย. 2555 ได้กำหนดเกณฑ์ในการพิจารณาปริมาณสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบภายในประเทศไว้ 3 ระดับ ให้กระทรวงพาณิชย์ติดตามและมีมาตรการรับมือแต่เนิ่นๆ ก่อนที่ปัญหาจะบานปลาย
คือ 1.หากน้ำมันปาล์มดิบอยู่ที่ 1.5 เท่าของความต้องการใช้ต่อเดือน หรือ 2.02 แสนตัน ถือว่า “ปกติ” 2.หากน้ำมันปาล์มดิบอยู่ที่ 1.25 เท่าของความต้องการใช้ต่อเดือน หรือ 1.68 แสนตัน ถือว่าเป็นระดับ “เตือนภัย” และ 3.หากน้ำมันปาล์มดิบต่ำกว่า 1 เท่าของความต้องการใช้ต่อเดือน หรือ 1.35 แสนตัน ถือเป็นระดับ “วิกฤต”
แต่กว่าที่ พล.อ.ฉัตรชัย จะได้รับข้อมูลว่าสต๊อกน้ำมันปาล์มในขณะนี้อยู่ในขั้นวิกฤตมากๆ ก็ต้องทอดเวลาออกไป 1-2 เดือน และหากกระทรวงพาณิชย์รับทราบข้อมูลเร็วก็อาจจะนำไปสู่การตัดสินใจลดการใช้น้ำมันปาล์มสำหรับนำไปผลิตเป็นน้ำมันโบโอดีเซลจาก บี7 เป็น บี3 ซึ่งจะลดการใช้น้ำมันปาล์มลงได้ 3 หมื่นตัน/เดือนก็ได้ ดังนั้นกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ จะต้องปรับปรุงระบบข้อมูลให้ทันสมัยและสอดคล้องกับความเป็นจริงมากที่สุด เพื่อไม่ให้ปัญหาซ้ำรอยอีก
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่า วิกฤตน้ำมันปาล์มครั้งนี้จะไม่ส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำมันปาล์มขาดตลาดแน่นอน โดย บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ยืนยันว่า น้ำมันปาล์มบรรจุขวดยังมีวางขายในชั้นวางของห้างค้าปลีกและร้านค้าในท้องตลาด และไม่ได้เกิดปัญหาขาดแคลนใดๆ โดยมั่นใจว่ามาตรการที่ภาครัฐกำลังจะดำเนินการในระยะจากนี้ไป จะไม่มีเหตุการณ์แย่งซื้อน้ำมันปาล์มเหมือนในอดีตแน่
ส่วนเสียงจากฟากฝั่งชาวสวนปาล์มอย่าง ลือชา อุ่นยวง นายกสมาคมชาวสวนปาล์มจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ยอมรับมติ กนป. และมั่นใจว่า พล.อ.ฉัตรชัย จะดูแลชาวสวนปาล์มเป็นอย่างดี
“ในที่ประชุม กนป. พล.อ.ฉัตรชัย บอกว่าจะดูแลราคาผลปาล์มไม่ให้ต่ำกว่า 5 บาท/กก. และราคาน้ำมันปาล์มดิบไม่ให้ต่ำกว่า 30 บาท/กก. เมื่อท่านรับปากก็เชื่อ และโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มคงไม่กล้ากดราคารับซื้อจากเกษตรกรอีก เพราะทุกครั้งที่มีการนำเข้าน้ำมันคนที่ได้ประโยชน์คือโรงงานสกัดและโรงกลั่น” ลือชา ตั้งความหวัง







