
จับตาราคาน้ำมันดันบาทแข็ง
นักวิเคราะห์จับตาราคาน้ำมันลด ดันเงินบาทแข็งค่าพุ่ง ฉุดส่งออกไทยไม่ถึงเป้า
นักวิเคราะห์จับตาราคาน้ำมันลด ดันเงินบาทแข็งค่าพุ่ง ฉุดส่งออกไทยไม่ถึงเป้า
นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ ภัทร เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้มีโอกาสเติบโตได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา โดยภัทรคาดว่าจะโต 3.5% แต่มีปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เติบโตไม่ได้ตามคาด ที่ห่วงมากที่สุดตอนนี้ คือการส่งออกของไทยจะไม่เป็นตามที่คาด เพราะเศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอน แม้ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกจะปรับลดลงมาถึง 50% เหลือ 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่ต้องติดตามดู เพราะถ้าราคาน้ำมันลดลงจากการผลิตก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามาจากการบริโภคที่ลดลง สะท้อนว่ากำลังซื้อของโลกลดลง ก็จะกระทบต่อการส่งออก
“ภาคส่งออกที่มีสัดส่วนถึง 60% ของจีดีพี มูลค่าจีดีพีอยู่ที่ 12 ล้านล้านบาท สัดส่วน 60% ราว 8 ล้านล้านบาท ถ้าส่งออกลดลง 1% มูลค่าจีดีพีหายไป 8 หมื่นล้านบาท มันเยอะมาก ฉะนั้นหากส่งออกพลาดเป้าก็มีโอกาสที่จะทำให้จีดีพีโตไม่ได้ตามเป้า” นายศุภวุฒิ กล่าว
นอกจากนี้ การส่งออกไทยอาจจะไม่ได้อานิสงส์จากอัตราแลกเปลี่ยนมากนัก เพราะอาจจะไม่ได้อ่อนค่าอย่างที่นักวิเคราะห์คาดไว้ ส่วนหนึ่งมาจากการนำเข้าที่จะลดลงจากราคาน้ำมัน ทำให้ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล ส่งผลให้เงินบาทไม่อ่อนค่าและอาจจะแข็งค่าขึ้น โดยปี 2557 การส่งออกไทยไม่ค่อยดี โดยอัตราแลกเปลี่ยนที่ถ่วงดุลด้วยการค้า (NEER) จะพบว่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 4.9% เมื่อหักลบเงินเฟ้อแล้ว (REER) เงินบาทยังแข็งเกือบ 3% และปีนี้เงินบาทอาจจะไม่ได้อ่อนค่าอย่างที่นักวิเคราะห์คาดไว้
นายศุภวุฒิ กล่าวว่า หากส่งออกไทยโตต่ำ การลงทุนภาครัฐก็ชดเชยได้ยาก เนื่องจากการลงทุนภาครัฐในงบประมาณปี 2558 มีวงเงินเพียง 4.5 แสนล้านบาท บวกการลงทุนของรัฐที่ค้างมาเดิมในโครงการไทยเข้มแข็งหรือโครงการ อื่นๆ อีก 5 แสนล้านบาทเท่านั้น
ด้าน นายบัณฑิต นิจถาวร กรรมการผู้อำนวยการสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้ยังน่าจะเติบโตได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยสนับสนุนกำลังซื้อในประเทศจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลง หากรัฐบาลทำให้ราคาน้ำมันลดลงได้เท่าราคาในตลาดโลก จะยิ่งช่วยฟื้นกำลังซื้อในประเทศให้กลับมาได้ดีขึ้น ประกอบกับมีมาตรการภาครัฐ ความเชื่อมั่นภาคเอกชนที่ดีขึ้น น่าจะเป็นปัจจัยที่หนุนการเติบโตได้ดียิ่งขึ้น
“แต่ปีนี้เศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศ จากการดำเนินนโยบายการเงินที่แตกต่างกัน และแนวโน้มที่ธนาคารกลางยุโรปจะอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในการประชุมวันที่ 22 ม.ค.นี้ ทำให้การเคลื่อนย้ายเงินทุนไหลเข้าไทยมากขึ้น แต่คงไหลเข้ามาไม่มากนัก เพราะเศรษฐกิจสหรัฐและดอกเบี้ยสหรัฐมีแนวโน้มปรับดีขึ้น เงินทุนอาจจะไหลไปสหรัฐด้วย ฉะนั้นปีนี้เงินทุนเคลื่อนย้ายอาจผันผวนขึ้น และอาจจะกระทบอัตราแลกเปลี่ยนบ้าง” นายบัณฑิต กล่าว







