
ปั้นอุตฯไฮเทค
ช่วง 5-10 ปีต่อจากนี้ เป็นอีกช่วงเวลาสำคัญของหลายประเทศในอาเซียนที่ต่างกำลังเร่งพัฒนาตัวเองเพื่อไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ เช่น การก้าวขึ้นเป็นประเทศพัฒนาแล้วของมาเลเซีย และการเป็นประเทศอุตสาหกรรมของเวียดนาม
ช่วง 5-10 ปีต่อจากนี้ เป็นอีกช่วงเวลาสำคัญของหลายประเทศในอาเซียนที่ต่างกำลังเร่งพัฒนาตัวเองเพื่อไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ เช่น การก้าวขึ้นเป็นประเทศพัฒนาแล้วของมาเลเซีย และการเป็นประเทศอุตสาหกรรมของเวียดนาม
ขณะที่หากมองด้านอุตสาหกรรม พบว่า ทิศทางการลงทุนเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ประเทศอุตสาหกรรมตัวแม่อย่างญี่ปุ่นเริ่มดึงการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าบางอย่างกลับไปผลิตที่บ้านตัวเองแล้ว ส่วนประเทศที่เป็นฐานการผลิตสำคัญๆ ในภูมิภาค ทั้งไทย เวียดนาม มาเลเซีย ต่างก็ต้องการอัพตัวเองขึ้นไปอีกขั้น ต้องการเป็นฐานการผลิตสินค้าที่ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น แทนที่จะเป็นฐานการผลิตสินค้าพื้นๆ ต้องอาศัยแรงงานจำนวนมาก
สำหรับเวียดนามก็เพิ่งออกเกณฑ์ใหม่ เพื่อสนับสนุนการลงทุนอุตสาหกรรมไฮเทค โดยกฎหมายเกี่ยวกับไฮเทคโนโลยีของเวียดนามกำหนดไว้ว่า บริษัทที่อยู่ในกลุ่มไฮเทคจะต้องผ่านเกณฑ์ต่างๆ ที่กำหนดไว้ อาทิ การผลิตสินค้าตามที่รัฐบาลกำหนดว่าเป็นผลิตภัณฑ์ไฮเทค ต้องใช้งบประมาณราว 1% ของรายได้ทั้งปี ลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) ในเวียดนาม ในช่วง 3 ปีแรกของการลงทุน และตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไป จะต้องใช้งบประมาณมากกว่า 1%
ขณะเดียวกัน ก็ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนด้วย เพราะเกณฑ์ใหม่กำหนดว่าจำนวนพนักงานที่จบปริญญาตรีขึ้นไปที่ทำงานด้านอาร์แอนด์ดีจะต้องมีสัดส่วนอย่างน้อย 5% ของพนักงานทั้งหมดของบริษัท หรือตีเป็นตัวเลขกลมๆ ว่า ถ้ามีพนักงาน 1,000 คน ก็ต้องมีฝ่ายอาร์แอนด์ดี 50 คน
การออกกฎเกณฑ์ของเวียดนามครั้งนี้ ถือว่าสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศ ที่ต้องการก้าวขึ้นเป็นประเทศอุตสาหกรรมในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และที่สำคัญต้องการจะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนอุตสาหกรรมไฮเทคมากขึ้น เพราะถือว่าเป็น “อนาคต” ของโลก และเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง
นอกจากจะดึงเงินทุนแล้ว ก็ยังให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาที่ถือเป็น “หัวใจ” และ “มันสมอง” ของการพัฒนาอุตสาหกรรมและธุรกิจต่างๆ ในยุคนี้ เพราะจะช่วยต่อยอดสิ่งที่มีอยู่เดิมให้ดีขึ้น สร้างความแตกต่าง และช่วยให้แข่งขันได้ดีขึ้น
ขณะที่เพื่อนบ้านอย่างเวียดนามกำลังเร่งปรับกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมในประเทศก้าวไปอีกขั้น ต้องถามว่า “ไทย” ได้ทำอะไรไปแล้วมากน้อยแค่ไหน เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมไฮเทคให้มาใช้เราเป็นฐานผลิตสำคัญ และสามารถเรียนรู้จากบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุน จนสามารถผลิตสินค้าไฮเทคเองได้หรือไม่
ถึงตอนนี้อย่าคิดแต่จะเป็นฐานการผลิตให้คนอื่น แต่ต้องคิดด้วยว่าจะผลิตสินค้าของตัวเอง ที่ตอบโจทย์ความต้องการของโลกที่เปลี่ยนไปแล้วได้อย่างไร ท่ามกลางเงื่อนไขต่างๆ ที่ไทยเผชิญอยู่ เช่น แรงงานน้อยลง ขาดแคลนนักวิจัย นักพัฒนานวัตกรรม และขาดแรงจูงใจในการพัฒนางานวิจัยเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์







