posttoday
ตั้งวอร์รูมเศรษฐกิจ

ตั้งวอร์รูมเศรษฐกิจ

17 มกราคม 2558

สถานการณ์เศรษฐกิจในปีนี้ถือว่ามีความสุ่มเสี่ยงอย่างมากที่จะกระทบกับปากท้องของคนในชาติ

สถานการณ์เศรษฐกิจในปีนี้ถือว่ามีความสุ่มเสี่ยงอย่างมากที่จะกระทบกับปากท้องของคนในชาติ เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกยังไม่คลี่คลายและมีแนวโน้มว่าจะซบเซาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเศรษฐกิจของสหรัฐที่เป็นกำลังซื้อหลักของโลกและคู่ค้าสำคัญของไทยเริ่มดีขึ้น

ขนาดธนาคารโลกยังปรับลดประมาณการเศรษฐกิจโลกลงเหลือ 3% และกองทุนการเงินระหว่างประเทศยังส่งสัญญาณชัดว่าปีนี้เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญแรงต้านอย่างหนักหน่วง เศรษฐกิจในยูโรโซนและญี่ปุ่นขยายตัวต่ำมาก ส่วนประเทศตลาดเกิดใหม่ รวมทั้งจีนก็ชะลอตัวลง นอกจากนี้ผลจากการดำเนินนโยบายของประเทศเศรษฐกิจหลักจะทำให้ประเทศตลาดเกิดใหม่ต้องเจออุปสรรคสามเรื่อง ทั้งจากค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยทั่วโลก และเงินทุนไหลออกมากขึ้น

ท่ามกลางปัจจัยลบที่รุมเร้าเช่นนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องปรับกลยุทธ์ด้านการบริการเศรษฐกิจในเชิงรุกให้มากขึ้น และควรพิจารณาจัดตั้งวอร์รูมด้านเศรษฐกิจขึ้นมา เพื่อติดตามสถานการณ์และผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด เพื่อหามาตรการมาอุดจุดอ่อน เสริมจุดแข็ง นำพาประเทศไทยให้พ้นจากวงจรเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง

สถานการณ์ปัจจุบัน รัฐบาลจะบริหารงานแบบปกติไม่ได้ เพราะประเทศไทยไม่ได้อยู่ในภาวะปกติ มีขีดจำกัดและจุดอ่อนเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดจากการประกาศกฎอัยการศึกที่ส่งผลกระทบมาถึงการค้า การตัดสิทธิพิเศษทางภาษีจากประเทศคู่ค้า ยอดการส่งออกที่เป็นหัวรถจักรหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศลดลงอย่างฮวบฮาบ จำนวนนักท่องเที่ยวที่หายไปจำนวนมากจนภาคบริการและท่องเที่ยวมีปัญหาทั้งประเทศ เมื่อเผชิญกับความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก หากไม่มีการระดมพลัง บูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ย่อมมีโอกาสที่เศรษฐกิจประเทศจะเข้าสู่ภาวะเงินฝืดได้ง่าย

เนื่องจากเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศขณะนี้เหลือเพียงการลงทุนภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน และการบริโภคภายในประเทศเท่านั้นที่จะเป็นแรงขับให้ระบบเศรษฐกิจหมุน แต่เมื่อพิจารณาถึงการปฏิบัติที่เกิดขึ้นจริงจะพบว่าการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มซบเซายาวเนื่องจากนักลงทุนยังขาดความเชื่อมั่น ครั้นจะพึ่งพาการลงทุนภาครัฐ ตัวเลขการเบิกจ่ายงบประมาณก็มีปัญหา เห็นได้จากการเบิกจ่ายงบลงทุน 4.44 แสนล้านบาท กลับเบิกจ่ายไปได้แค่ 4.12 หมื่นล้านบาท หรือ 9.29% ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ว่าจะเบิกได้ 30% เครื่องยนต์หลักจึงแทบจะดับสนิท แม้จะมีการสั่งการโดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีไปนับครั้งไม่ถ้วน

ภาวะที่เกิดขึ้นเช่นนี้ รัฐบาลจะปล่อยให้ข้าราชการประจำทำงานแบบปกติไม่ได้อีกต่อไป จำเป็นจะต้องตั้งทีมเข้าไปเกาะติดปัญหาอย่างใกล้ชิดเพื่อขันนอต เร่งรัดการทำงาน ผลักดันนโยบายต่างๆ ให้เกิดเป็นรูปธรรม

ผู้นำรัฐบาลควรเรียกประชุมบรรดารัฐมนตรี และผู้นำองค์กรที่เกี่ยวข้องกับด้านเศรษฐกิจ เพื่อจัดทำมาตรการเชิงรุกในทุกด้านให้ทันกับสถานการณ์และติดตามงานเป็นรายเดือน รายไตรมาส นอกจากนี้ควรจะออกมาตรการมาสนับสนุนกำลังซื้อในประเทศด้วยการประกาศให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนมีการใช้วัตถุดิบในประเทศให้มากขึ้น เพื่่อกระตุ้นการผลิตและกำลังซื้อในประเทศ ต้องทำให้เงินในระบบหมุนเร็วขึ้นตั้งแต่ต้นปี มิใช่ไปเร่งหาทางแก้เมื่อภัยมาถึงใกล้ตัว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท