posttoday
โรงแรมที่ต้องถูกรื้อถอน

โรงแรมที่ต้องถูกรื้อถอน

14 มกราคม 2558

เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2557 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ อ.588/2557 ยืนตามศาลปกครองชั้นต้น ระหว่างผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้อยู่อาศัยในซอยร่วมฤดี 24 ราย กับผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐคือ ผู้อำนวยการเขตปทุมวัน และผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานครกับพวก ในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2557 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ อ.588/2557 ยืนตามศาลปกครองชั้นต้น ระหว่างผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้อยู่อาศัยในซอยร่วมฤดี 24 ราย กับผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐคือ ผู้อำนวยการเขตปทุมวัน และผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานครกับพวก ในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

คดีนี้ผู้ประกอบการโรงแรมดิเอทัส ในซอยร่วมฤดี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ได้ก่อสร้างโรงแรมเป็นอาคารสูง 2 อาคาร อาคารแรกสูง 18 ชั้น มี 78 ห้อง เนื้อที่ 29,502 ตารางเมตร อาคารที่สองสูง 24 ชั้น มี 76 ห้อง เนื้อที่ 28,987 ตารางเมตร ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ถือว่าเป็นอาคารใหญ่พิเศษ เนื่องจากมีพื้นที่รวมกันทุกชั้นในหลังเดียวมากกว่า 10,000 ตารางเมตร และตามข้อ 1 และ 2 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 (พ.ศ. 2535) ออกตามความ พ.ร.บ. กำหนดให้ลักษณะที่ดินที่ใช้เป็นที่ตั้งของอาคารใหญ่พิเศษที่มีพื้นที่อาคารรวมกันทุกชั้นไม่เกิน 30,000 ตารางเมตร ต้องติดถนนสาธารณะที่มีความกว้างไม่น้อยกว่า 10 เมตร ยาวต่อเนื่องกันโดยตลอดจนไปเชื่อมต่อกับถนนสาธารณะอื่นที่มีความกว้างไม่น้อยกว่า 10 เมตร

ก่อนเริ่มก่อสร้าง ผู้ประกอบการโรงแรมได้สอบถามผู้อำนวยการเขตปทุมวันถึงขนาดความกว้างของซอยร่วมฤดี และได้รับการยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรจากสำนักงานเขตปทุมวันว่า มีความกว้าง 10 เมตร จึงได้ก่อสร้างโรงแรมจนเสร็จและประกอบกิจการ

เมื่อผู้ฟ้องคดีได้ฟ้องคดีที่ศาลปกครอง โดยกล่าวหาว่า การก่อสร้างโรงแรมซึ่งเป็นอาคารสูงในซอยร่วมฤดีไม่เป็นไปตามกฎหมาย เพราะซอยร่วมฤดีมีความกว้างไม่ถึง 10 เมตร และในระหว่างการพิจารณาคดีได้มีการตรวจสอบความกว้างของซอย ด้วยการรังวัดโดยกรมที่ดินปรากฏว่า 8 จุดใน 10 จุด มีความกว้างไม่ถึง 10 เมตร

ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำพิพากษาให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ และผู้อำนวยการเขตปทุมวัน ปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมอาคาร 40, 41, 42 และ 43 แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง คือ ต้องดำเนินการให้เจ้าของอาคาร ปรับปรุงอาคาร หรือแก้ไข โดยให้ลดความสูงเหลือไม่เกิน 8 ชั้น

เหตุผลที่กฎหมายกำหนดให้การก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ต้องอยู่ติดกับทางสาธารณะที่มีความกว้างไม่ต่ำกว่า 10 เมตร เพื่อความปลอดภัยของผู้ที่เดินทางสัญจรในทางสาธารณะ และผู้ที่อยู่อาศัยในบริเวณนั้น โดยเฉพาะหากมีเหตุฉุกเฉิน เช่น ไฟไหม้ ผู้คนจำนวนมากต้องอพยพหลบหนี รถดับเพลิงขนาดใหญ่ต้องเข้ามาดับเพลิง ถ้าถนนที่มีขนาดเล็กเกินไป ย่อมไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มที่

เรื่องที่เกิดขึ้นในคดีนี้ นับว่าน่าเห็นใจทั้งผู้ที่อาศัยอยู่ในซอยร่วมฤดีที่ต้องได้รับความปลอดภัยและความคุ้มครองรวมทั้งผู้ประกอบการที่ต้องปรับปรุงอาคารโรงแรม โดยต้องรื้อถอนอาคารให้มีความสูงไม่เกิน 8 ชั้น ทั้งที่ได้ประกอบธุรกิจไปแล้ว ซึ่งจะต้องมีค่าใช้จ่ายและค่าเสียหายเป็นจำนวนที่สูงมาก ส่วนที่มาของปัญหามาจากการที่เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตปทุมวันที่ให้การรับรองว่า ซอยร่วมฤดีเป็นทางสาธารณะมีความกว้าง 10 เมตร จึงได้มีการก่อสร้างอาคารใหญ่

เมื่อถามหาผู้ที่ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้น ต้องพิจารณาตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เจ้าหน้าที่รัฐจะต้องรับเป็นการส่วนตัว หากเป็นการกระทำด้วยการจงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือทุจริต เมื่อหน่วยงานรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแล้ว หน่วยงานจึงจะมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่นั้นรับผิด ส่วนจะมีความสามารถจ่ายค่าเสียหายหรือไม่เป็นอีกประเด็นหนึ่ง

งานนี้ไม่ว่าจะมีผู้รับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม แต่เป็นไปได้สูงที่หน่วยงาน คือ กรุงเทพฯ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งหมายถึงเงินภาษีอากรจากประชาชนนั่นเอง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท