
หมัดต่อหมัด จำนำข้าว‘เจ๋ง’หรือ‘เจ๊ง’
ข้อกล่าวหาของ วิชา มหาคุณ
ข้อกล่าวหาของ วิชา มหาคุณ
การที่รัฐบาลประกาศว่าโครงการรับจำนำข้าวจะทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกสูงขึ้นด้วยเหตุที่ว่าประเทศไทยส่งออกข้าวเฉลี่ย 30% ของปริมาณการส่งออกข้าวของโลกจึงไม่เป็นความจริง เพราะตั้งแต่เริ่มโครงการรับจำนำข้าวปรากฏว่าราคาส่งออกข้าวขาว 5% หรือราคาเอฟโอบีของประเทศไทยไม่เคยไต่เกินระดับ 620 เหรียญสหรัฐ/ตัน อีกทั้งหลังจากนั้นก็ลดลงมาเรื่อยๆ จนมาถึงปัจจุบันในราคา 400 เหรียญสหรัฐ/ตันเท่านั้น ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าเมื่อต้นเริ่มโครงการด้วยซ้ำ
การที่รัฐบาลมีผู้แอบเอาข้าวไปขายในราคาถูกให้พรรคพวกต่อ ย่อมเป็นสาเหตุหนึ่งในการตัดโอกาสที่จะทำให้ราคาข้าวไทยสูงขึ้น แต่เนื่องจากในกระบวนการทุจริตเหล่านี้จะอยู่ในสำนวนการไต่สวน บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ จึงยังไม่ได้ลงรายละเอียดในเรื่องนี้ต่อที่นี้ แต่จะให้เห็นในภาพรวมว่าการใช้การรับจำนำข้าวเปลือกตันละ 1.5 หมื่นบาท จุดคุ้มทุนของข้าวขาว 5% ของไทยจะอยู่ที่ราคา 800 เหรียญสหรัฐ/ตัน แต่เมื่อราคาในตลาดโลกในช่วงของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่เคยขยับราคาถึงระดับนี้
การระบายทุกตันจึงส่งผลขาดทุนให้กับโครงการรับจำนำข้าว กล่าวโดยสรุปแล้วผู้ส่งออกเห็นว่าการผูกขาดในเรื่องข้าวของรัฐบาลจะต้องยุติ เพราะเป็นภัยต่ออุตสาหกรรมข้าวไทยและเกษตรกรไทยเป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ ป.ป.ช.ได้สอบพยานในส่วนของกลุ่มชาวนา พบว่าได้เห็นการทุจริต ดังนี้ 1.ในส่วนของโรงสีกับชาวนา ตามโครงการได้กำหนดผลผลิตไว้ที่ 800 กิโลกรัม/ไร่ หากชาวนามีที่ 10 ไร่จะได้ผลผลิตประมาณ 8 ตัน ที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ แต่เมื่อดำเนินการจริงผลผลิตที่ได้รับอาจจะได้ไม่ครบ 8 ตัน บางรายอาจจะได้แค่ 4-5 ตัน ส่วนที่เหลือที่โรงสีจะเข้ามารับซื้อสิทธิโดยให้ราคาไร่ละ 2,000 บาท โรงสีจะนำข้าวมาสวมสิทธิให้เต็มจำนวน 8 ตัน โดยโรงสีจะนำข้าวที่รับจำนำแล้วมาเวียนชั่งเพื่อนำเงินมาใช้ก่อน แต่พอเมื่อสิ้นสุดโครงการหรือมีการเช็กสต๊อกก็จะนำมาสวมให้เต็มจำนวน
2.ถ้าข้าวเถื่อน จะร่วมมือกับโรงสีที่เข้าร่วมโครงการที่สามารถออกใบประทวนให้กับชาวนาได้ โดยจะมีการออกใบประทวนสินค้าให้กับชาวนาเช่นเดียวกัน แต่ข้าวดังกล่าวจะไม่มีหลักเกณฑ์การตรวจสอบคุณภาพและความชื้นของข้าว และไม่มีเจ้าหน้าที่หรือตัวแทนชาวนาที่ได้รับการแต่งตั้งให้เข้าไปดำเนินการตรวจสอบข้าวที่นำมาจำนำดังกล่าว ทำให้สามารถนำข้าวที่ไม่มีคุณภาพมาเข้าโครงการรับจำนำในราคาเต็มได้ หรือไม่มีข้าวจริงก็สามารถออกใบประทวนได้ เพราะเมื่อปิดโครงการก็ค่อยหาข้าวมาสวมสิทธิให้เต็มตามจำนวนในใบประทวนที่ออกไว้
ชาวนาทั้งหลายเห็นว่าสาเหตุที่ยังไม่มีการจ่ายเงินค่ารับจำนำข้าวให้กับชาวนา เกิดจากกรอบวงเงินที่รัฐบาลเตรียมไว้ 5 แสนล้านบาท ตั้งแต่ปี 2554 นั้นได้หมดลงแล้ว เนื่องจากข้อเท็จจริงในหนึ่งรอบการผลิตจะใช้เงินไม่เกิน 2 แสนล้านบาท เมื่อนำไปใช้ในโครงการรับจำนำข้าวแล้วแต่กลับไม่สามารถระบายข้าวออกไปได้ ทำให้ไม่มีเงินหมุนเวียนเข้ามาทดแทน ทำให้ใน 2 ปีที่ผ่านมาวงเงินที่เตรียมจึงหมด ซึ่งรัฐบาลให้เหตุผลว่าเป็นรัฐบาลรักษาการไม่สามารถกู้เงินมาจ่ายกับชาวนาได้ แต่พยานที่ ป.ป.ช.ไต่สวนเห็นว่ารัฐบาลโกหก
เนื่องจากในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย. 2556 รัฐบาลยังมีอำนาจกู้เงินได้ แต่ไม่ดำเนินการประกอบกับไม่สามารถระบายข้าวที่รับซื้อจากชาวนาได้ จึงเป็นสาเหตุให้ชาวนายังไม่ได้รับเงิน ซึ่งสอบถามโรงสีต่างๆ พบว่าโรงสีพร้อมรับซื้อข้าวจากรัฐบาลแต่ต้องมีการแยกคุณภาพของข้าวก่อน ตรงนี้จึงเป็นจุดตายของโครงการรับจำนำข้าว
การกำหนดราคารับจำนำไว้สูงทำให้กระทบต้นทุนการผลิตของชาวนาและไม่เป็นไปตามกลไกของตลาดที่แท้จริง หากจะดำเนินการต่อไปควรกำหนดราคาจำนำให้ต่ำกว่าตลาด เพื่อให้ชาวนามีแรงจูงใจมาไถ่ถอนข้าวคืนมาจากรัฐบาล หากรัฐบาลจะช่วยชาวนาควรช่วยเหลือในเรื่องการลดต้นทุนการผลิต
แม้ว่าโครงการนี้จะเป็นโครงการที่ดีของรัฐบาล แต่ปรากฏผลร้ายคือมีความสูญเสียเงินจำนวนมหาศาลที่ไม่อาจประเมินได้ โดยนอกจาก ป.ป.ช.ที่เป็นหน่วยงานที่เตือนไปยังรัฐบาลเพื่อให้หยุดยั้งโครงการ
ดังกล่าวแล้ว สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ก็ยังได้มีหนังสือทักท้วงไปถึงสองครั้งว่า รัฐบาลไม่ควรดำเนินโครงการต่อเพราะถ้าดำเนินโครงการต่อจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง







