
ขายหุ้นกู้5.2แสนล.
สมาคมตราสารหนี้คาดเอกชนออกหุ้นกู้ 5.2-5.4 แสนล้านบาท ชี้ กนง.จะลดดอกเบี้ยครึ่งปีหลัง
สมาคมตราสารหนี้คาดเอกชนออกหุ้นกู้ 5.2-5.4 แสนล้านบาท ชี้ กนง.จะลดดอกเบี้ยครึ่งปีหลัง
นายธาดา พฤฒิธาดา กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า ในปี 2558 คาดว่าภาคเอกชนจะออกหุ้นกู้ประมาณ 5.2-5.4 แสนล้านบาท ลดลงจากปี 2557 ที่มีการออกหุ้นกู้ 5.5-5.6 แสนล้านบาท เนื่องจากผู้ออกเป็นรายกลาง-เล็กมากขึ้นจากปีก่อนๆ เป็นการระดมทุนของบริษัทขนาดใหญ่ แต่ในแง่ของจำนวนรายที่ออกในปีนี้น่าจะมีเพิ่มขึ้น
“ปี 2557 ถือว่าเอกชนออกหุ้นกู้ทำสถิติสูงสุดอีกครั้งด้วยมูลค่า 5.53 แสนล้านบาท เปรียบเทียบกับที่เคยสูงสุดเมื่อปี 2555 ที่ 5.09 แสนล้านบาท และเพิ่มจากปี 2556 ที่ออก 4.18 แสนล้านบาท โดยมีบริษัทที่ออกจำนวน 88 บริษัท เป็นรายใหม่ 24 บริษัท ซึ่งสะท้อนว่าเอกชนได้ใช้โอกาสในการระดมทุนในยามที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเพื่อปรับโครงสร้างต้นทุนทางการเงิน” นายธาดา กล่าว
สำหรับเม็ดเงินทุนต่างชาติ ณ สิ้นเดือน ธ.ค. 2557 พบว่ามียอดถือครองสุทธิ 6.83 แสนล้านบาท ลดลงจากสิ้นปี 2556 ซึ่งอยู่ที่ 7.07 แสนล้านบาท โดยระหว่างปีมียอดขายสุทธิประมาณ 2.62 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการขายในพันธบัตรระยะสั้นโดยเฉพาะพันธบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่หมดอายุลง
ทั้งนี้ ธปท.ออกพันธบัตรลดลงเพราะความจำเป็นในการออกเพื่อดูดซับสภาพคล่องในตลาดเงินลดลง อย่างไรก็ตามมีเงินต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนในพันธบัตรระยะยาวของกระทรวงการคลังเพิ่มมากขึ้นหลังรัฐบาลมีการประกาศแผนในการพัฒนาประเทศที่ชัดเจนภายหลังการรัฐประหาร โดยมียอดเข้ามาลงทุนพันธบัตรระยะยาว 1.09 แสนล้านบาท
กรรมการผู้จัดการ สมาคมฯ กล่าวว่า การไหลออกของเม็ดเงินต่างชาติในปีนี้น่าจะไม่มากนัก คงจะใกล้เคียงกับปี
ที่ผ่านมา เว้นแต่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะประกาศปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์ แต่จากการวิเคราะห์คาดว่าน่าจะขึ้นในลักษณะค่อยเป็นค่อยไปและจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง
สำหรับดอกเบี้ยในประเทศไทยนั้น เชื่อว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะไม่ลดดอกเบี้ยแม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะต่ำ เพราะมองว่าถึงลดดอกเบี้ยก็ไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่น่าจะให้ความสำคัญกับเรื่องการไหลออกของเงินทุนและอัตราแลกเปลี่ยนมากกว่า
ดังนั้น จึงคาดว่าจะเห็นดอกเบี้ยขึ้นในช่วงหลังของปีเช่นกัน เพราะมองว่าท่องเที่ยวยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ขณะเดียวกันการส่งออกที่ยังชะลอตัวตามเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า และการบริโภคภาคครัวเรือนยังอยู่ในระดับต่ำ
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ สินค้าเกษตรยังคงปรับลดลง
นายธาดา กล่าวว่า ในส่วนของผลตอบแทนนั้นปรับตัวลงตามดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลงโดยเฉลี่ย 0.25-1.10% โดยในพันธบัตรระยะสั้นจะลดลง 0.25% และพันธบัตรระยะยาวอายุ 1 ปีขึ้นไปจะปรับตัวลดลงประมาณ 0.60-1.10% ตามภาวะเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาดการณ์
นายธาดายังกล่าวว่า ทางสมาคมได้เสนอต่อสภาธุรกิจตลาดทุนไทยเพื่อให้มีการออกซีเคียวริไทเซชั่นบอนด์เพื่อเป็นช่องทางให้รัฐวิสาหกิจเข้ามาระดมทุน เพื่อนำไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพราะหากทำได้ช่องทางนี้จะไม่กลายเป็นภาระหนี้รัฐบาล







