
เบื้องหลังเอกชนพบคสช.
สรุปการแลกเปลี่ยนแนวคิดขับเคลื่อนเศรษฐกิจระหว่างนายกฯกับผู้นำภาคธุรกิจ20รายเมื่อ12ม.ค.
สรุปการแลกเปลี่ยนแนวคิดขับเคลื่อนเศรษฐกิจระหว่างนายกฯกับผู้นำภาคธุรกิจ20รายเมื่อ12ม.ค.
วรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ได้สรุปการแลกเปลี่ยนแนวคิดเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทย ระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กับผู้นำภาคธุรกิจ 20 ราย เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2558 ที่ผ่านมา
“วรวรรณ” สรุปว่า พล.อ.ประยุทธ์ แจ้งว่า เชิญนักธุรกิจมาคุยกันในหมวกของ คสช. โดยไม่มีคนอื่นเลยนอกจาก คสช. หรือทหารล้วนๆ จึงขอให้เปิดใจกันได้เต็มที่ และใน 4 เดือนของการเป็นรัฐบาลได้ทำเรื่องที่ต้องเร่งด่วนและทำทันทีไปมากแล้วหลายเรื่อง ทั้งยังมีกฎหมายที่ควรจะมีมานาน แต่ไม่เคยมีออกมามาก และมีอีก 300 กว่าฉบับที่กำลังเดินหน้าออกมา
รัฐบาลกำลังทำ 3 บทบาท ได้แก่ 1.ขับเคลื่อนประเทศ (หลังจากที่อยู่ในสุญญากาศ) 2.ปฏิรูป และ 3.ปรองดอง ซึ่งเรื่องหลังนั้นต้องว่าไปตามกฎหมาย ผิดก็ว่าตามผิด ไม่ผิดก็คือไม่ผิด
ด้านขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศนั้น ยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรม ทั้งโครงการน้ำ รถไฟ สาธารณูปโภค และเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งหากใช้วิธีทุบโต๊ะด้วยอำนาจที่มีอยู่ก็ทำให้เกิดเร็วได้ แต่หากเกิดมาอย่างไม่รอบคอบก็จะเสียหายมาก จึงขอเก็บอำนาจไว้ก่อน เอาไว้ใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น
“มีอะไรหลายอย่างที่ราชการต้องปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้ประเทศปรับเปลี่ยนและเดินหน้าไปได้ แต่ไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยภาคราชการอย่างเดียว ขอให้นักธุรกิจเดินไปด้วยกัน ช่วยกันเดินสายให้มากกว่านี้ ถ้ารอให้แก้กฎหมายก่อน ชาติหน้าก็ไม่เกิด จึงขอรับฟังบ้างว่ามีอะไรที่ทำไปแล้วเกิดปัญหาจะได้แก้ไข กับมีอะไรที่ควรต้องทำเพิ่ม”
วรวรรณ ยืนยันว่า ตัวแทนภาคธุรกิจ มองว่า เศรษฐกิจจะชะลอตัวลงอย่างน้อยก็ครึ่งปีแรก ขอให้ คสช./รัฐบาล อดทน อย่าใจร้อน แต่ต้องหาทางออกให้เกษตรกร 17 ล้านคน ซึ่งเป็นกำลังซื้อใหญ่ ในนั้นเป็นชาวนาถึง 12 ล้านคน ดังนั้นต้องรีบทำโครงการ ส่วนทีมเศรษฐกิจเป็นสิ่งสำคัญมาก ต้องให้ความมั่นใจกับคนทั่วไปได้ และต้องมีทีมบริหารจัดการการประชาสัมพันธ์ที่มีผลไปทั่วประเทศ เรื่องนี้เอกชนมีองคาพยพที่ช่วยได้
“การคาดการณ์เศรษฐกิจต่างๆ ตัวเลขไม่ควรออกมาเกินกำลัง ปีนี้ขยายตัว 3% ก็หรูแล้ว การให้ความจริงไม่ใช่เรื่องที่ใครจะมาต่อว่าได้ ภาคธุรกิจล้วนเข้าใจและพร้อมที่จะช่วยให้ความเข้าใจต่อประชาชน แต่มองว่าเรื่องจัดการคอร์รัปชั่นยังไม่ดีพอ บางเรื่องขอให้ใช้อำนาจ คสช.ไปเลยจะได้ผลกว่า” วรวรรณ เสนอ
สำหรับโครงการขนาดใหญ่ยังไม่ค่อยเห็นสำหรับช่วยเหลือเอสเอ็มอี ซึ่งมีคนงาน 11 ล้านคน มีสัดส่วน 37% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งเอสเอ็มอีต้องการ 1.ตลาด 2.พัฒนาขีดความสามารถ และ 3.เข้าถึงทุน ทั้งสามอย่างต้องบูรณาการกระทรวงที่เกี่ยวข้องให้เข้ามารับผิดชอบในแต่ละอย่างร่วมกัน ส่วนการนำเอสเอ็มอีอีก 7 แสนรายให้เข้ามาในระบบปกติ ขอให้อภัยโทษที่ไม่ได้จ่ายภาษีในอดีต แล้วเก็บภาษีตามขนาดรายได้กับกำไรด้วยอัตราภาษี 5% 10% หรือ 15% จะทำให้ได้ภาษีเพิ่มอีกมาก และถ้าเอสเอ็มอีแข็งแรงบ้านเมืองจะเข้มแข็ง
นอกจากนั้น ต้องเพิ่มนวัตกรรมและประสิทธิภาพในการผลิต เพื่อให้แข่งขันได้ดีขึ้น มิฉะนั้นก็จะอยู่แค่นี้และเล็กลงไปเรื่อยๆ ดังนั้นในครึ่งปีหลังขอให้เน้นด้านการผลิตให้ดีขึ้น กับเน้นที่โครงการระยะยาวที่รัฐบาลปกติไม่อาจทำได้ ซึ่งเอกชนจะมีส่วนร่วมช่วยรัฐบาลได้มาก บางโครงการที่มีอยู่แล้วอย่างรถไฟฟ้า สุวรรณภูมิเฟส 2 ให้เดินหน้าทำได้เลย แล้วโครงการอื่นๆ จะตามมาเอง นอกจากนั้นประเทศกำลังขาดแคลนแรงงาน ต้องแก้ไขทั้งปริมาณและคุณภาพ ส่วนเรื่องส่งออกนั้นต้องหาสินค้าใหม่ แต่เรื่องนี้ต้องใช้เวลา 3-5 ปี ในการลงทุนใหม่ก่อนจะเริ่มเห็นผล
บุญทักษ์ หวังเจริญ ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า สถาบันการเงินเป็นเส้นเลือดสำคัญของระบบเศรษฐกิจ ต้องรักษาเสถียรภาพให้มั่นคง อย่าทำในสิ่งที่ส่งผลกระทบในระยะยาว เช่น โปรโมทสินเชื่อบุคคลมากเกินไป ในภาวะที่หนี้ครัวเรือนสูง ส่วนราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำมากจนการลงทุนในพลังงานทดแทนไม่จูงใจ ธนาคารก็ไม่มีแนวคิดชะลอการให้สินเชื่อ เพราะยังจำเป็นกับประเทศที่มีการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก







