
การเพิ่มฐานผู้มีเงินได้และผู้เสียภาษีจะทำได้อย่างไร(ตอนที่ 1)
ก่อนจะหาคำตอบในประเด็นการปฏิรูปภาษี ซึ่งเป็นเรื่องที่ได้มีการนำมาเป็นข่าวและยกเป็นประเด็นกันมากขึ้น โดยเมื่อวันอังคารที่ 6 ม.ค. 2558 ได้มีการให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สคช.) ได้นำข้อเสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญใน 3 ประเด็นหลักๆ คือ
ก่อนจะหาคำตอบในประเด็นการปฏิรูปภาษี ซึ่งเป็นเรื่องที่ได้มีการนำมาเป็นข่าวและยกเป็นประเด็นกันมากขึ้น โดยเมื่อวันอังคารที่ 6 ม.ค. 2558 ได้มีการให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สคช.) ได้นำข้อเสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญใน 3 ประเด็นหลักๆ คือ
(1) การปฏิรูปการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่ประกอบด้วยด้านการเงินและการคลัง
(2) การปฏิรูปเพื่อพัฒนาความเข้มแข็งของภาคการผลิตและภาคบริการ ซึ่งแบ่งเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรม ด้านการพัฒนาศักยภาพ SME ด้านการท่องเที่ยว ด้านแรงงาน ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม และ
(3) การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจโครงสร้างพื้นฐานและปัจจัยสนับสนุน
ทั้งนี้ ประเด็นที่เกี่ยวกับการปฏิรูปภาษีแบ่งเป็น 2 ด้าน คือ
1.ให้เร่งดำเนินการปฏิรูปภาษีทั้งระบบโดยทบทวนความเหมาะสมของอัตราการจัดเก็บภาษีและค่าลดหย่อน หรือพิจารณาภาษีประเภทใหม่เพื่อให้ตอบสนองเป้าหมายของการเก็บภาษีทั้งด้านรายได้ของรัฐ การลดความเหลื่อมล้ำและการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีอากร
2.การใช้มาตรการส่งเสริมด้านภาษีเพื่อสนับสนุนธุรกิจ SME
ประเด็นที่คณะรัฐมนตรีเสนอให้ สคช.พิจารณานั้น ไม่ได้แตกต่างกับประเด็นที่คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและการคลังได้เคยเสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปภาษีแห่งชาติ เพื่อดำเนินการตาม
เป้าหมายดังกล่าวได้
สาเหตุที่ประเทศไทยเรามีผู้เสียภาษีน้อย ผมคิดว่าเกิดจากหลายสาเหตุ ดังนี้
(1) อัตราภาษีที่สูงเกินไป รวมถึงการหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะกับมนุษย์เงินเดือน ทำให้คนคิดจะหนีภาษีหรือหลบเลี่ยงภาษี เพราะคิดว่าคุ้มกว่า หนีแล้วจับไม่ได้
(2) ระบบตรวจสอบของประเทศไทยไม่มีประสิทธิภาพที่จะเพิ่มจำนวนปริมาณผู้เสียภาษีเงินได้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เช่น กรณีการซื้อขายทางอินเทอร์เน็ต กรณี B2C หรือ C2C การซื้อขายสินค้าบริการชายแดน รวมถึงการติดตามตรวจสอบผู้หนีภาษีที่ทำอยู่ ส่วนใหญ่ก็คือการตรวจจับผิดกับบุคคลที่ต้องอยู่ในระบบภาษีอยู่แล้ว
(3) การมีอัตราภาษีที่แตกต่างกัน การหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนที่ขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้ จึงมีช่องทางในการวางแผนภาษีหรือบริหารภาษีได้ เช่น กรณีความแตกต่างภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดา (35%) กับบริษัทที่มีอัตราภาษีสุทธิ (28%) แต่สามารถหักรายจ่าย ค่าใช้จ่ายได้มากกว่าผู้มีเงินได้ที่เป็นบุคคลธรรมดา
ปัจจุบันประชาชนผู้บริโภคทุกคนได้เสียภาษีให้กับรัฐบาลอยู่แล้ว เพราะประชาชนทั่วไปต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% อยู่แล้ว ดังนั้นผู้มีเงินได้ที่ต้องเสียภาษีในอัตราสูงสุด ต้นทุนภาษีของบุคคลเหล่านี้ก็ต้องบวกภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ปัญหาจึงต้องดูว่าทำอย่างไรที่จะให้ทุกคนต้องเข้ามาอยู่ในระบบภาษีที่จะเป็นข้อมูล และทุกคนต่างต้องร่วมกันเก็บภาษีให้สมตามความสามารถที่ตนมี







