
คปภ.ไม่ยุบกองทุนภัยพิบัติ
คปภ.เดินหน้าไม่ยุบกองทุนภัยพิบัติ เล็งแก้กฎหมายปรับสถานะใหม่
คปภ.เดินหน้าไม่ยุบกองทุนภัยพิบัติ เล็งแก้กฎหมายปรับสถานะใหม่
นายประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ทาง คปภ.ไม่มีนโยบายที่จะยุบกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ แม้อัตราเบี้ยภัยพิบัติในตลาดโลกจะปรับตัวลดลงและไม่มีภัยขนาดใหญ่เกิดขึ้นในไทย หลังจากเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 แล้วก็ตาม
ทั้งนี้ จะมีการพิจารณาปรับเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ของกองทุนฯ ใหม่ และต้องมีการแก้กฎหมาย ส่วนจะเปลี่ยนเป็นอย่างไรต้องหารือกับภาคธุรกิจประกันด้วย เพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาด โดยในปัจจุบันกองทุนฯ มีกรมธรรม์ที่ให้ความคุ้มครองอยู่ 1.4 ล้านฉบับ มีความคุ้มครอง 6.5 หมื่นล้านบาท กองทุนฯ รับเอง 2 หมื่นบ้านบาท และอีก 4.5 หมื่นล้านบาท บริษัทประกันรับไว้เอง
“ไม่ยุบกองทุนฯ แน่นอน เป็นจุดยืนของ คปภ. ประเทศไหนที่มีกองทุนฯ เป็นภาพสะท้อนการพัฒนาการของเศรษฐกิจ ถ้าตั้งมาแล้วยุบต่างประเทศมองแล้วขำ หลายประเทศตั้งมาแล้วเดินหน้าต่อ เราตั้งแล้วต้องรักษาไว้ แต่บทบาทหน้าที่ปรับเปลี่ยนไปตามตลาด ตอนนี้รีอินชัวเรอส์หรือบริษัทรับประกันภัยต่อต่างชาติเข้ามาเยอะ อยู่ที่แข่งราคาแค่ไหน และตอนนี้การเพิ่มความรับผิดของกรมธรรม์ก็มีมากกว่าตอนที่เกิดเหตุน้ำท่วมใหม่ๆ เสียอีก” นายประเวช กล่าว
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดคณะกรรมการ คปภ.ได้อนุมัติในหลักให้ผู้ประกอบการธุรกิจประกันชีวิตและประกันวินาศภัย สามารถขยายการลงทุนไปในส่วนของกองทุนรีทส์หรือกองทุนเพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และกองทุนโครงสร้างพื้นฐานได้ เพื่อเพิ่มความหลากหลายด้านการลงทุนในตลาดทุนให้กับบริษัทประกัน จะได้ไม่ต้องไปลงทุนกระจุกตัวด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป และยังเป็นการกระจายความเสี่ยงด้านการลงทุนอีกด้วย เพราะถ้ามีการลงทุนที่กระจุกตัว เมื่อเกิดปัญหาขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อลูกค้าได้
นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างพิจารณาเรื่องการลงทุนในหุ้นด้วย ซึ่งจะมีการปรับสูตรในการคำนวณเกณฑ์ตั้งสำรองเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยงในส่วนของการลงทุนหุ้นใหม่ โดยจะคิดตัวเลขการตั้งสำรองเฉพาะส่วนที่ลงทุนหรือคิดจากราคาลงทุนไว้ตั้งแต่ต้นเท่านั้น ส่วนที่มีการปรับเพิ่มขึ้นหรือมีราคาสูงขึ้นตามระยะเวลาจะไม่ถูกนำมาใช้คำนวณอีก แตกต่างจากเกณฑ์เดิมที่ คปภ.จะใช้นำมาคำนวณทั้งหมด ซึ่งถือว่าเป็นการปรับเกณฑ์ลงทุนเพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น และคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ได้ภายในครึ่งปีแรกนี้ หลังจากที่กระทรวงการคลังอนุมัติ
นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต กล่าวว่า หาก คปภ.มีการรับเกณฑ์การลงทุนใหม่ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีและเพิ่มทางเลือกให้กับบริษัทประกันในการออกแบบกรมธรรม์ให้สอดคล้องกับการลงทุนได้มากขึ้น ซึ่งในปีที่ผ่านมาเงินลงทุนของธุรกิจประกันมีอยู่ประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท และคาดว่าสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ 2 ล้านล้านบาท มีสัดส่วนลงทุนในตราสารหนี้ พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ 80% ส่วนที่เหลือ 20% เป็นการลงทุนประเภทอื่น
นายสุรชัย ศิริวัลลภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ หรือไทยรี กล่าวว่า ทางกองทุนไม่จำเป็นต้องไปดูแลอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เนื่องจากมีความสามารถในการดูแลตัวเองด้วยการซื้อประกันภัยอยู่แล้ว แต่ในส่วนของธุรกิจเอสเอ็มอีและบ้านอยู่อาศัย ยังมีความจำเป็นที่จะต้องเข้าไปช่วยเหลือ แต่ก็เป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรมหากต้องเข้าไปรับประกันภัยในพื้นทีี่มีความเสี่ยงที่สูงอย่างเดียว







