posttoday
จุดต่ำสุด

จุดต่ำสุด

08 มกราคม 2558

แม้ว่าผู้ส่งออกหลายรายได้คาดการณ์ว่าในขณะนี้ราคาข้าวในตลาดโลกเข้าสู่จุดต่ำที่สุดแล้ว โดยจะเห็นได้ว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ลดลงมากกว่า 50% หรือลงมาอยู่ในระดับต่ำกว่า 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากกลางปีก่อนที่อยู่ที่ระดับ 100-110 เหรียญสหรัฐ/ตัน แต่ราคาข้าวขาว 5% ยังทรงตัวอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 400 เหรียญสหรัฐ/ตัน

แม้ว่าผู้ส่งออกหลายรายได้คาดการณ์ว่าในขณะนี้ราคาข้าวในตลาดโลกเข้าสู่จุดต่ำที่สุดแล้ว โดยจะเห็นได้ว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ลดลงมากกว่า 50% หรือลงมาอยู่ในระดับต่ำกว่า 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากกลางปีก่อนที่อยู่ที่ระดับ 100-110 เหรียญสหรัฐ/ตัน แต่ราคาข้าวขาว 5% ยังทรงตัวอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 400 เหรียญสหรัฐ/ตัน

“ราคาน้ำมันที่ลดลงไม่มีผลต่อราคาข้าว เพราะปัจจัยที่มีผลต่อราคาข้าวหลักจะมาจากอัตราแลกเปลี่ยนและค่าระวางเรือมากกว่า ซึ่งตอนนี้ถือได้ว่าราคาข้าวในตลาดโลกเข้าสู่จุดต่ำสุดแล้ว” ปราโมทย์
วานิชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าว

ปราโมทย์ ระบุว่า แม้ว่าราคาข้าวจะไม่ลดลงกว่านี้ แต่ราคาก็จะไม่เพิ่มขึ้นเช่นกัน เพราะแม้ว่าปีนี้จะมีปัญหาภัยแล้งบ้างในหลายพื้นที่ แต่พ่อค้ารู้ว่ายังมีสต๊อกข้าวส่วนเกินเก็บไว้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะข้าวในสต๊อกของรัฐบาลไทยที่สูงถึง 18 ล้านตัน หากไม่มีข้าวหรือผลผลิตข้าวออกสู่ตลาดน้อยก็สามารถหาซื้อข้าวจากส่วนนี้ได้ และรู้ว่าหากรัฐบาลไทยเก็บข้าวไว้นานความเสียหายจะเพิ่มขึ้นทุกปี

ปราโมทย์ เสนอว่า รัฐบาลควรเร่งระบายข้าวให้เสร็จภายใน 3 ปี เพราะหากเก็บสต๊อกไว้นาน เช่น เก็บไว้ 5 ปี ข้าวที่เหลืออยู่จะป่นเป็นผงจนต้องนำไปขายเป็นอาหารปลาราคา 2,000 บาท/ตัน จากที่ต้นทุนซื้อเข้ามา 2 หมื่นบาท/ตัน ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้ว และตัวเลขสต๊อกข้าวที่มีอยู่ยังกดราคาข้าวสารและราคาข้าวเปลือกในตลาดไม่ให้เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการสร้างความเสียหายทางอ้อมที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท

“ช่วงที่ข้าวเปลือกในประเทศยังไม่ออกสู่ตลาด รัฐบาลสามารถระบายข้าวได้ 2-3 แสนตัน/เดือน ส่วนข้าวที่เหลือก็ทำสัญญาขายล่วงหน้าให้หมดภายใน 3 ปี ซึ่งมีตลาดรองรับไม่ว่าจะเป็นจีน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และแอฟริกา แต่หากกลัวข้อครหาว่าจะไม่โปร่งใสก็ตั้งคณะทำงานชุดพิเศษที่ได้รับการยอมรับจากสังคม และมี
กฎหมายรองรับเพื่อมาดูแลการขายข้าวในสต๊อกที่ี่มีมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท”

ปราโมทย์ ย้ำว่า ขณะนี้คงต้องติดตามการตัดสินใจของกระทรวงพาณิชย์ว่าจะเลือกดูแลพ่อค้าหรือชาวนา เพราะในช่วงนี้ไม่มีข้าวเปลือกออกสู่ตลาดอีก 1-2 เดือน และช่วงที่ชาวนาไม่มีข้าวเปลือกในมือ หากระบายในช่วงเวลานี้ราคาข้าวที่พ่อค้าเก็บไว้ขายก็จะไม่ปรับราคาขึ้น ในขณะที่ผู้บริโภคจะซื้อข้าวสารบริโภคได้ในราคาถูกต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นการดูแลค่าครองชีพประชาชนไปพร้อมกัน

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ