
ทันสถานการณ์
ชงมาตรการปลดไทยหลุดเทียร์ 3
ชงมาตรการปลดไทยหลุดเทียร์ 3
นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ เตรียมเสนอ 4 มาตรการในการแก้ปัญหาด้านแรงงานเพื่อให้ประเทศหลุดพ้นจากการอยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ (เทียร์ 3) ของสหรัฐ ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบในวันที่ 22 ม.ค.นี้ ประกอบด้วย 1.จดทะเบียนและใบอนุญาตกองเรือประมงไทย ซึ่งปัจจุบันมีเรือประมงไทยประมาณ 3,000 ลำ ที่ไม่มีใบอนุญาต 2.จะเข้มงวดเรื่องการติดตั้งเครื่องติดตามเรือ (จีพีเอส) ให้มากขึ้น และทำจุดเฝ้าระวังและสังเกตการณ์ในทะเลอีก 20 จุด ทั้งด้านอ่าวไทยและอันดามัน 3.จะเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบย้อนหลังต้นกำเนิดของสินค้าประมงว่ามาจากแหล่งไหน เรือลำใด 4.จะเร่งออกกฎหมายและทำบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กับประเทศต่างๆ ว่าจะมีความร่วมมือกันอย่างไรบ้าง พร้อมกันนี้จะเสนอให้ ครม.อนุมัติในหลักการวงเงินกู้เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรด้านปศุสัตว์ (วัวนม ควาย และไก่พื้นบ้าน) ด้วย
กกพ.เร่งทำเกณฑ์ต่ออายุโรงไฟฟ้า
นายวีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า จากการหารือกับนายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรม เรื่องการต่ออายุโรงไฟฟ้าในนิคมอุตสาหกรรม และการลดระยะเวลาออกใบอนุญาตโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (เอสพีพี) นั้น ปัจจุบัน กกพ.กำลังอยู่ระหว่างจัดทำหลักเกณฑ์อยู่ ซึ่งคาดว่าจะเสร็จในเร็วๆ นี้ โดยปัจจุบันโรงไฟฟ้าที่อายุสัญญาประมาณ 20-25 ปี และขณะนี้ยังไม่มีโรงไฟฟ้าใดที่หมดอายุ และต้องมาขอต่ออายุใหม่ แต่ในระเบียบปัจจุบันเปิดทางให้โรงไฟฟ้าต่ออายุได้ 1 ครั้ง แต่จะต้องมีคุณสมบัติตรงกับหลักเกณฑ์ที่ กกพ.กำหนด เพื่อให้โรงไฟฟ้ามีความปลอดภัย และมีต้นทุนการผลิตที่เหมาะสม ขณะที่ความร่วมมือออกใบอนุญาตตั้งโรงไฟฟ้าใหม่ได้ประสานความร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรมอยู่แล้ว
ด้าน รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า หากต่ออายุโรงไฟฟ้าในนิคมได้ก็จะช่วยลดต้นทุนในการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ และสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับภาคอุตสาหกรรม โดยภาคเอกชนยินดีที่จะทำตามข้อตกลงของ กกพ. และจำหน่ายไฟฟ้าในราคาที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กำหนด ส่วนเรื่องออกใบอนุญาตตั้งโรงไฟฟ้าใหม่ ขณะนี้กระทรวงได้ปรับหลักเกณฑ์ให้สามารถออกใบอนุญาตโรงงาน (ร.ง.4) ได้ภายใน 30 วันแล้ว แต่ยังติดที่ขั้นตอนและระยะเวลาในการดำเนินงานของหน่วยงานอื่นอยู่ ดังนั้นจึงมีความเห็นว่าควรจะมีความร่วมมือกันระหว่างกระทรวงและ กกพ. ในการปรับการทำงานให้ดำเนินงานแบบคู่ขนานกันได้ เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน และลดระยะเวลาการขออนุญาต







