
บักเกตฟีต รองเท้าเชื่อมชุมชนศิลปิน
การเดินทางไปเที่ยวพักร้อนของ “ราชา เนมานิ” พร้อมกับรองเท้าสนีกเกอร์ที่มีการลงสีสันต่างๆ บนรองเท้า ไม่ว่าจะเป็นสีแดง ชมพู เหลือง และน้ำตาล ได้กลายเป็นจุดสนใจของผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก ซึ่งจากการได้รับความสนใจดังกล่าว เนมานิจึงได้แรงบันดาลใจในการทำธุรกิจรองเท้า ร่วมกับเพื่อนอีกคนที่มีชื่อว่า “แอรอน ไฟร์สตีน”
การเดินทางไปเที่ยวพักร้อนของ “ราชา เนมานิ” พร้อมกับรองเท้าสนีกเกอร์ที่มีการลงสีสันต่างๆ บนรองเท้า ไม่ว่าจะเป็นสีแดง ชมพู เหลือง และน้ำตาล ได้กลายเป็นจุดสนใจของผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก ซึ่งจากการได้รับความสนใจดังกล่าว
เนมานิจึงได้แรงบันดาลใจในการทำธุรกิจรองเท้า ร่วมกับเพื่อนอีกคนที่มีชื่อว่า “แอรอน ไฟร์สตีน”
ทั้งคู่ได้ใช้เงินเก็บส่วนตัวเป็นจำนวนเงิน 1 แสนเหรียญสหรัฐ (ราว 3.3 ล้านบาท) ในการเริ่มต้น “บักเกตฟีต” ในปี 2011 โดยมีแนวคิดสำคัญ หรือหัวใจสำคัญ คือการเชื่อมต่อคนทั่วโลกเข้าด้วยกันผ่านผลงานศิลปะ โดยลวดลายต่างๆ ของรองเท้าบักเกตฟีตนั้นจะมาจากศิลปินทั่วโลกที่ส่งลวดลายเข้ามา ที่ในปัจจุบันนั้นมีศิลปินมากกว่า 5,000 คน ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของรองเท้ายี่ห้อนี้
อย่างไรก็ตาม การเริ่มต้นธุรกิจของคนทั้งคู่ไม่ได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อในช่วงแรกความต้องการรองเท้าในขนาดที่ได้รับความนิยมมีมาก จนทำให้รองเท้าบางขนาดขาดตลาด ไม่เพียงเท่านั้น ทางธุรกิจยังได้รับคำสั่งซื้อจากบริษัทที่เลิกกิจการ และไม่ชำระเงินให้ด้วย
หลังจากนั้น เนมานิ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานบริหารของธุรกิจ ยังได้เปิดเผยกับวอลสตรีท เจอร์นัล สื่อชื่อดังจากสหรัฐด้วยว่า หลังจากนั้นจึงได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้เจ้าตัวได้ปรึกษาแม่ของอดีตรูมเมทสมัยมหาวิทยาลัย ก่อนที่แม่ของเพื่อนจะได้พาเนมานิมารู้จักกับ ลี แอนด์ ฟุง ธุรกิจจัดซื้อสินค้าชื่อดังในฮ่องกง โดย ลี แอนด์ ฟุง นั้นไม่เพียงแต่จะจัดหาผู้ผลิตให้ แต่ยังหาทีมออกแบบให้ด้วย
อย่างไรก็ตาม การผลิตสินค้าล็อตแรกของธุรกิจกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า เมื่อพื้นรองเท้าเป็นสีน้ำตาล ไม่มีตราสินค้า แถมยังเป็นหนังปลอมอีกด้วย อีกทั้งกล่องใส่รองเท้ายังสะกดชื่อแบรนด์ผิดจากที่ควรเป็น BucketFeet เป็น BurcketFeet ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งคู่ยังทำให้เกิดข้อผิดพลาดด้วยการสั่งขนาดรองเท้าเท่ากันในทุกๆ ไซส์ ซึ่งทำให้รองเท้าบางขนาดเหลือเป็นจำนวนมาก
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวได้ทำให้ทั้งคู่คิดวิธีที่จะขายรองเท้าเหล่านั้นด้วยวิธีต่างๆ เท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมสตรีท แฟร์ และงานปาร์ตี้ต่างๆ
“เราพูดคุยเกี่ยวกับรองเท้าของเราในทุกๆ ที่ โดยที่ไม่อาย และส่งข้อความไปยังทุกคนที่เรารู้จักผ่านเฟซบุ๊ก และบอกว่า ‘ได้โปรดซื้อรองเท้า เพื่อเป็นการช่วยเหลือพวกเราด้วย’” เนมานิ เปิดเผย ซึ่งจากความพยายามดังกล่าวก็ได้ผลเป็นอย่างดีที่ทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้
หลังจากนั้น เนมานิ กล่าวว่า ได้นำสินค้าตัวอย่างไปเสนอให้กับ ไบรอัน สปาลี ผู้ร่วมก่อตั้งโบโนโบส บริษัทอีคอมเมิร์ซเสื้อผ้าผู้ชาย และทรังค์ คลับ ธุรกิจขายเสื้อผ้าผู้ชาย โดยสปาลีได้ลงทุนร่วมเงินเกือบ 1 แสนเหรียญสหรัฐ พร้อมกับให้ความช่วยเหลือด้านอื่นๆ จนธุรกิจมีเงินทุนเพียงพอที่จะสร้างเว็บไซต์ และผลิตรองเท้าได้มากขึ้น
ทว่า จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ขณะนี้ธุรกิจสามารถระดมทุนได้แล้วกว่า 6 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 198 ล้านบาท) คือ การตั้งร้านค้าป๊อปอัพ ในนิวยอร์ก ปี 2013 ก่อนที่นอร์ดสตอร์ม ห้างสรรพสินค้าเกี่ยวกับสินค้าแฟชั่นชื่อดังในสหรัฐได้เห็นรูปแบบของรองเท้า และสามารถนำรองเท้าไปขายในสาขาต่างๆ ของนอร์ดสตอร์มทั่วประเทศ ไม่เพียงเท่านั้น จากการเป็นที่รู้จักมากขึ้น ยังทำให้บักเกตฟีตได้ส่งรองเท้าผู้หญิงไปขายที่บลูมมิงเดล ห้างสรรพสินค้าเกี่ยวกับแฟชั่นในสหรัฐอีกแห่งหนึ่งด้วย
ทั้งนี้ ตลาดรองเท้าในสหรัฐนั้นมีมูลค่าสูงถึง 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.6 ล้านบาท) คำถาม ก็คือว่ากลยุทธ์ในการแข่งขันของธุรกิจแห่งนี้คืออะไร ซึ่งซีอีโอหนุ่มวัย 32 ปีรายนี้ตอบว่า เป็นการสร้างชุมชนของกลุ่มคนต่างๆ ให้เข้ามาหากันมากขึ้น โดยการเปิดทางให้บรรดาศิลปินทั่วโลกสามารถส่งแบบเข้ามาในเว็บไซต์ ซึ่งหากทางธุรกิจตอบรับ ทางเจ้าของผลงานจะได้รับเงิน 250 เหรียญสหรัฐ (ราว 8,250 บาท) และส่วนแบ่ง 1 เหรียญสหรัฐ (ราว 33 บาท) ต่อการขายได้ 1 คู่
“เรามีกลยุทธ์ในการแข่งขันกับบริษัทรองเท้าอื่นๆ โดยการสร้างชุมชนศิลปินและเรื่องราวของพวกเขาให้เพิ่มเป็นสองเท่า ซึ่งเป็นวิธีในการสร้างแบรนด์ของเรา” เนมานิ กล่าวพร้อมทิ้งท้ายว่า ในอนาคตมีแผนที่จะผลิตรองเท้าทรงหุ้มข้อเพิ่มเติม และผลิตรองเท้าสำหรับเด็กทารกอีกด้วย







