
การเรียงช่องทีวีดิจิทัล
ประเทศไทยอยู่ในช่วงเริ่มต้นสำหรับการรับชมทีวีด้วยระบบดิจิทัล หลังจากที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้จัดประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิทัลเมื่อเดือน ธ.ค. 2556 ในขณะที่หลายประเทศมีการแพร่สัญญาณระบบดิจิทัลมานานแล้ว เพราะระบบดิจิทัลมีการบีบอัดสัญญาณ ขณะส่งสัญญาณในระบบทีวีดิจิทัลทำให้ในช่วงความถี่ของคลื่น (Bandwidth) น้อยกว่าทีวีระบบอะนาล็อกที่มีอยู่ในปัจจุบัน จึงทำให้ทีวีดิจิทัลใช้คลื่นความถี่น้อยลงแต่มีความคมชัดทั้งภาพและเสียงที่สูงกว่า ปัจจุบันประเทศไทยจึงมีทีวีดิจิทัลซึ่งเป็นฟรีทีวีหรือโทรทัศน์ที่ไม่มีค่าใช้จ่ายให้การรับชมถึง 36 ช่อง
ประเทศไทยอยู่ในช่วงเริ่มต้นสำหรับการรับชมทีวีด้วยระบบดิจิทัล หลังจากที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้จัดประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิทัลเมื่อเดือน ธ.ค. 2556 ในขณะที่หลายประเทศมีการแพร่สัญญาณระบบดิจิทัลมานานแล้ว เพราะระบบดิจิทัลมีการบีบอัดสัญญาณ ขณะส่งสัญญาณในระบบทีวีดิจิทัลทำให้ในช่วงความถี่ของคลื่น (Bandwidth) น้อยกว่าทีวีระบบอะนาล็อกที่มีอยู่ในปัจจุบัน จึงทำให้ทีวีดิจิทัลใช้คลื่นความถี่น้อยลงแต่มีความคมชัดทั้งภาพและเสียงที่สูงกว่า ปัจจุบันประเทศไทยจึงมีทีวีดิจิทัลซึ่งเป็นฟรีทีวีหรือโทรทัศน์ที่ไม่มีค่าใช้จ่ายให้การรับชมถึง 36 ช่อง
แต่การออกอากาศส่งสัญญาณของทีวีดิจิทัลยังมีปัญหาในเรื่องการครอบคลุมพื้นที่ เพราะการวางโครงข่ายและการตั้งเสาออกอากาศเป็นหน้าที่ของ กสทช. ซึ่ง กสทช.จะต้องวางโครงข่ายการออกอากาศปีแรกให้ครอบคลุมร้อยละ 50 ของพื้นที่ประเทศ และภายใน 4 ปี จะต้องให้ถึงร้อยละ 99 ของพื้นที่ประเทศ ซึ่งขณะนี้การวางโครงข่ายสัญญาณดังกล่าวล่าช้ามาก ผู้ที่ประกอบการทีวีดิจิทัลมีหน้าที่เพียงสร้างสรรค์และผลิตรายการ (Content)
นอกจากฟรีทีวีซึ่งเป็นทีวีดิจิทัล และทีวีอะนาล็อก (ซึ่งกำลังจะถูกทีวีดิจิทัลเข้ามาแทนที่) ประเทศไทยยังมีดาวเทียมและเคเบิลทีวี ซึ่งเป็นโทรทัศน์ประเภทสมาชิกให้รับชม
โทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิลทีวี ถือเป็นโทรทัศน์ที่มีความแพร่หลายมากที่สุดในขณะนี้ เพราะมีการออกอากาศครอบคลุมถึงร้อยละ 70 ของพื้นที่ประเทศ จึงเป็นสาเหตุให้ กสทช.ได้ออกประกาศซึ่งเป็นกฎหมายบังคับโทรทัศน์ดาวเทียม และเคเบิลทีวีถ่ายทอดสัญญาณของทีวีดิจิทัลด้วย เพื่อให้การรับชมทีวีดิจิทัลแพร่หลาย
กสทช.ยังได้ออกประกาศเรื่องหลักเกณฑ์การจัดลำดับบริการโทรทัศน์เพื่อให้ผู้ประกอบกิจการธุรกิจโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิลทีวีจัดเรียงช่องรายการ โดยลำดับ 1-10 ให้สิทธิแก่ผู้ประกอบการโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิลทีวีจัดเรียงช่องได้เอง ส่วนทีวีดิจิทัล 36 ช่อง ให้จัดอยู่ในลำดับที่ 11-46 ตั้งแต่ช่องที่ 47 ให้ผู้ประกอบการโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิลทีวีสามารถจัดช่องได้ตามความเหมาะสม ซึ่งผู้ชมส่วนใหญ่ได้คุ้นเคยกับการเรียงช่องดังกล่าวแล้ว และจดจำลำดับช่องได้ดี
กสทช.ต้องการให้การรับชมทีวีดิจิทัลแพร่หลายมากขึ้น จึงมีแนวคิดจะออกประกาศฉบับใหม่เพื่อแก้ไขการจัดเรียงช่องใหม่ โดยให้ช่องที่ 1-36 ผู้ประกอบการโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิลทีวีต้องแพร่ภาพสัญญาณช่องดิจิทัลทั้ง 36 ช่อง ตั้งแต่ช่องที่ 37 เป็นต้นไปจึงจะสามารถจัดลำดับช่องได้เอง ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นผู้ชมที่คุ้นเคยกับลำดับช่องปัจจุบันแล้วก็จะเกิดความสับสนเพราะต้องเปลี่ยนลำดับช่องกันใหม่หมด
แม้ กสทช.จะให้เหตุผลว่าการจัดช่องใหม่ จะทำให้ผู้ชมได้รับความสะดวกมากขึ้น แต่กิจการโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิลทีวีกับทีวีดิจิทัลเป็นทีวีและกิจการต่างประเภท (Platform) กัน จึงเป็นการที่ กสทช.ฝากสัญญาณของทีวีดิจิทัลไว้ในโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิลทีวี ซึ่งมีการออกอากาศเผยแพร่สัญญาณครอบคลุมพื้นที่ประเทศได้มากกว่า
ขณะนี้เทคโนโลยีปัจจุบันของอุปกรณ์เปลี่ยนช่อง (Remote Control) ของทั้งโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิลทวี สามารถกำหนดตั้งอันดับช่องที่โปรดปรานได้เองแล้ว ประกาศที่จะออกใหม่จึงไม่สอดคล้องกับสภาพเป็นจริง
ประกาศที่จะออกใหม่ยังห้ามผู้ประกอบการโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิลทีวีเผยแพร่ออกอากาศทีวีดิจิทัลซ้ำในกลุ่มรายการประเภทเดียวกันอีก (Grouping) เช่น ช่องสปริงนิวส์จะออกอากาศซ้ำในกลุ่มช่องข่าว BBC, CNN อีกไม่ได้ ทั้งที่เป็นความสะดวกของผู้ชม และอุปกรณ์เปลี่ยนช่องสมัยใหม่สามารถเลือกกลุ่มประเภทรายการได้อยู่แล้ว
ประกาศที่จะออกใหม่ของ กสทช.จึงควรคำนึงถึงความสะดวกของผู้ชมให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีปัจจุบันด้วย







