posttoday
จัดทัพรับตัด ‘จีเอสพี’ เอกชนเร่งเอฟทีเอไทย-อียู

จัดทัพรับตัด ‘จีเอสพี’ เอกชนเร่งเอฟทีเอไทย-อียู

07 มกราคม 2558

แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะระบุในคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 6 ม.ค. โดยบอกว่าไม่ค่อยกังวลนักกับกรณีที่ไทยถูกตัดสิทธิพิเศษทางศุลกากร (จีเอสพี) จากสหภาพยุโรปหรืออียู เนื่องจากผู้ส่งออกมีเวลาปรับตัวมานานแล้ว พร้อมทั้งขอให้ผู้ผลิตสินค้าเร่งปรับปรุงคุณภาพการผลิตและลดต้นทุนสินค้าเพื่อทำให้สินค้าไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะระบุในคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 6 ม.ค. โดยบอกว่าไม่ค่อยกังวลนักกับกรณีที่ไทยถูกตัดสิทธิพิเศษทางศุลกากร (จีเอสพี) จากสหภาพยุโรปหรือ
อียู เนื่องจากผู้ส่งออกมีเวลาปรับตัวมานานแล้ว พร้อมทั้งขอให้ผู้ผลิตสินค้าเร่งปรับปรุงคุณภาพการผลิตและลดต้นทุนสินค้าเพื่อทำให้สินค้าไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

ทว่า กรมการค้าต่างประเทศ ประเมินว่า ผลจากการที่อียูตัดสิทธิจีเอสพีไทยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2558 จะส่งผลให้ไทยส่งออกสินค้าไปอียูลดลงประมาณ 3 หมื่นล้านบาท/ปี หรือคิดเป็นเกือบ 4% ของมูลค่าสินค้าที่ไทยส่งออกไปอียู หรือคิดเป็น 0.3% ของมูลค่าการส่งออกของไทยทั้งหมด

ในขณะที่สินค้าที่จะได้รับผลกระทบมากกว่าสินค้าอื่นๆ คือ กุ้ง ปลาหมึก จักรยานยนต์ นอกเหนือจากสินค้ากลุ่มหลักๆ อีก 6,200 รายการ ที่ไทยได้สิทธิจีเอสพีในการส่งออกสินค้าเข้าอียู เช่น สินค้ากลุ่มเสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้า ผักผลไม้ อาหารทะเลแปรรูป เนื้อสัตว์แปรรูป เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ยางพารา ยานยนต์และชิ้นส่วน เคมีภัณฑ์ และเครื่องดื่ม เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม กรมการค้าต่างประเทศได้รายงานให้ ครม.รับทราบถึงแนวทางการส่งเสริมให้ผู้ส่งออกไทยปรับตัวรับมือกับการถูกตัดสิทธิจีเอสพีใน 3 แนวทาง คือ 1.แนะนำให้ผู้ส่งออกหาตลาดใหม่ให้กับสินค้าไทย โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าไปยังตลาดที่ไทยได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีตามข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) และมีแนวโน้มการเติบโตเศรษฐกิจที่ดี เช่น จีน เกาหลีใต้ อาเซียน กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง และแอฟริกา

2.แนะนำให้ผู้ประกอบการผันตัวไปเป็นนายหน้า (Trader) โดยนำสินค้าจากประเทศที่ยังได้สิทธิจีเอสพี เช่น พม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ส่งออกไปตลาดยุโรป หรือย้ายฐานการผลิตไปยังกลุ่มประเทศ
ซีแอลเอ็มวี เป็นต้น และ 3.เร่งเจรจาความตกลงเอฟทีเอไทย-อียูให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เพื่อให้สินค้าไทยได้ประโยชน์จากการยกเว้นภาษีอย่างยั่งยืน

แต่เพื่อบรรเทาผลกระทบให้ผู้ส่งออกเป็นการเฉพาะหน้า กรมจะสนับสนุนให้ผู้ส่งออกประสานงานกับผู้นำเข้าฝั่งอียู ยื่นขอลดหย่อนหรือยกเลิกภาษีศุลกากรฝ่ายเดียวเป็นการชั่วคราวสำหรับสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม ตลอดจนการกำหนดโควตาภาษี โดยกรมจะหารือกับสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พิจารณาคัดเลือกรายการสินค้าและประสานกับผู้นำเข้าจากอียูยื่นคำร้องในการขอลด/ยกเว้นภาษีหรือกำหนดโควตานำเข้าสินค้า จากนั้นจะมีการยื่นคำร้องขอกับอียูวันที่ 15 มี.ค.และ 15 ก.ค. ของทุกปี 

นอกจากนี้ จะมีการใช้ประโยชน์จากการนำสินค้าที่ได้ถิ่นกำเนิด (RoOs) จากประเทศที่ได้สิทธิจีเอสพีมาเก็บไว้ในคลังสินค้าทัณฑ์บน (Bonded Warehouse) หรือเขตปลอดอากร (Free Zone) ก่อนทยอยส่งออกไปอียู ตลอดจนจะมีการขอยกเว้นภาษีเป็นการชั่วคราวสำหรับสินค้าบางประเภท เช่น สินค้าที่นำเข้าไปใช้ในอุตสาหกรรมอากาศยานพลเรือน

ด้าน พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ กรรมการรองเลขาธิการหอการค้าไทย ระบุว่า ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เมื่อวันที่ 6 ม.ค. ต่างแสดงความเป็นห่วงกรณีที่สินค้าไทยที่ส่งออกไปอียูถูกตัดสิทธิจีเอสพี และมีมติแต่งตั้งคณะทำงานศึกษาผลกระทบสินค้าที่จะได้รับผลกระทบเป็นรายอุตสาหกรรม โดยระดมความเห็นจากทุกภาคส่วนก่อนจะเสนอรัฐบาลภายในเดือน ม.ค.นี้ เนื่องจากข้อมูลยังไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน โดยสินค้าที่จะได้รับผลกระทบหนักสุด คือ อาหารแช่เยือกแข็ง และกลุ่มสิ่งทอ

“ตอนนี้เราไม่คิดว่าจะได้สิทธิจีเอสพีอีกแล้วแต่หวังเรื่องการเจรจาเอฟทีเอไทย–อียู มากกว่าซึ่งหากการเจรจาไม่จบภายใน 3 ปี เรากระทบแน่นอน ในขณะที่ความเสียหายเบื้องต้นจะอยู่ที่ 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.92 แสนล้านบาท เนื่องจากถูกสินค้าที่ได้สิทธิจีเอสพีจากอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนามแย่งตลาดไป” พจน์ ระบุ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท