posttoday
คลังมั่นใจส่งออกไทยไม่โคม่า

คลังมั่นใจส่งออกไทยไม่โคม่า

07 มกราคม 2558

เศรษฐกิจไทยได้ก้าวผ่านสถิติร้ายๆ ของปี 2557 ทั้งการส่งออกที่หดตัว จีดีพีโตต่ำสุดในรอบหลายปี หนี้ครัวเรือนพุ่งสูง และการสรุปขาดทุนโครงการรับจำนำข้าวครั้งมโหฬารมาแล้ว ปีมะแม 2558 จึงเป็นเหมือนฟ้าหลังฝนที่หลายคนต่างเชื่อมั่นว่า อย่างไรเสียภาวะปากท้องของประเทศไทยต้องดีขึ้น

เศรษฐกิจไทยได้ก้าวผ่านสถิติร้ายๆ ของปี 2557 ทั้งการส่งออกที่หดตัว จีดีพีโตต่ำสุดในรอบหลายปี หนี้ครัวเรือนพุ่งสูง และการสรุปขาดทุนโครงการรับจำนำข้าวครั้งมโหฬารมาแล้ว ปีมะแม 2558 จึงเป็นเหมือนฟ้าหลังฝนที่หลายคนต่างเชื่อมั่นว่า อย่างไรเสียภาวะปากท้องของประเทศไทยต้องดีขึ้น

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า โดยพื้นฐานจริงๆ แล้ว ต่อให้ไม่มีปัจจัยบวกอะไร เศรษฐกิจไทยก็สามารถขยายตัวได้ตามปกติที่ 4% อยู่แล้ว เพราะฐานการเติบโตปีที่ผ่านมาต่ำผิดปกติ แต่ตัวเลขการเติบโต 4% ก็อาจเรียกได้ว่ายังไม่น่าพอใจ เราคงดูผลิจภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) แค่ปีเดียวไม่ได้ ต้องดูย้อนหลังไป 2-3 ปี ซึ่งจะพบว่าเศรษฐกิจไทยโตได้ต่ำกว่าศักยภาพ โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังคงเน้นที่การส่งออกสินค้าและบริการ และสาเหตุที่ทำให้เราโตต่ำจากที่เคยไปได้กว่า 10% ก็เพราะการส่งออกที่ลดลง และยังถูกซ้ำจากการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนและภาคเอกชนที่ซบเซา

รองผู้อำนวยการ สศค. มองว่า ปีนี้การส่งออกของไทยจะปรับตัวดีขึ้น โดยได้ปัจจัยหลักมาจากเศรษฐกิจสหรัฐที่ฟื้นตัว ค่าเงินสหรัฐกลับมาแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะหนุนการบริโภคและเอื้อต่อภาคการส่งออกของเราไปด้วย เพราะสหรัฐเป็นเศรษฐกิจที่บริโภคมากถึง 2 ใน 3 ซึ่งจากข้อมูลการค้าในปี 2557 ของกระทรวงพาณิชย์ พบว่าไทยส่งออกไปสหรัฐเป็นลำดับที่สองรองจากจีน ในสัดส่วน 10.4%

ส่วนการส่งออกไปประเทศอื่นๆ ก็อาจดีขึ้นแต่แค่เล็กน้อย ขณะที่ช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา การส่งออกของเราติดลบไป 0.2% แต่ดีที่ได้การส่งออกไปในกลุ่มซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม) ยังโตได้ถึงราว 10% ขณะที่การส่งออกไปสหรัฐโต 4% ส่วนจีนและญี่ปุ่นซึ่งเป็นตลาดส่งออกรายใหญ่ยังติดลบอยู่
ซึ่งจีนเองนั้นก็จะยังมีปัญหาอีกเยอะในปีหน้า

เอกนิติ ย้ำว่า ความน่ากังวลหลักๆ ของเศรษฐกิจไทยในปีหน้ามีอยู่ 3 ด้านด้วยกัน โดยเริ่มจากผลกระทบจากภาวะเงินฝืดในต่างประเทศ เพราะแม้ราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวลดลงแรงจะเป็นผลบวกต่อไทย ในฐานะที่เป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน แต่ขณะเดียวกันก็จะส่งผลทางอ้อม โดยจะเร่งภาวะเงินฝืดในหลายประเทศ เช่น กลุ่มยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งอาจส่งผลต่อการนำเข้า-ส่งออกในปีหน้าตามมา ต้องตามดูว่าราคาน้ำมันที่ลดลงจะช่วยให้คนซื้อสินค้ามากขึ้นหรือกดดันภาวะเงินฝืดให้แย่ลงมากกว่ากัน

ขณะเดียวกัน สงครามค่าเงินและการทำแคร์รีเทรดก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องจับตา เพราะปีหน้าจะมีความแตกต่างของนโยบายการเงินโลกและเงินเหรียญสหรัฐจะกลับมาแข็งค่าขึ้นมาก ขณะที่เงินบาทแม้จะอ่อนค่าลงแต่ก็ยังแข็งค่ากว่าเงินเยนและเงินยูโร หากเศรษฐกิจการค้าปีหน้าฝืดเคืองลงก็อาจมีบางประเทศใช้สงครามค่าเงินเพื่อประโยชน์ทางการค้า ส่วนตลาดทุนก็จะมีการทำแคร์รีเทรดมากขึ้น

ดังนั้น ตลาดทุนในปีหน้าจะมีการเคลื่อนย้ายเงินทุนผันผวนสูง คือเคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็วและในปริมาณมาก ซึ่งเป้าหมายก็จะเป็นกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ซึ่งรวมถึงเราด้วย เพราะยังมีส่วนต่างดอกเบี้ยต่างกันมาก

ส่วนความน่ากังวลสุดท้ายก็คือ สถานการณ์ภายในประเทศเอง ที่จำเป็นต้องปรับตัวรับมือให้ทัน หากปัจจัยภายนอกในปีหน้าออกมาแย่กว่าที่คาดการณ์เอาไว้ ซึ่ง เอกนิติ ย้ำว่า ต้องใช้การกระตุ้น 2 ด้านใหญ่ๆ ด้วยกันคือ 1.การบริโภค และ 2.การลงทุนเริ่มจากที่ทำยากก่อนคือ “การบริโภค” ถ้าดูจากกลุ่มรายได้ เช่น การบริโภคภาคเอกชน จะเห็นว่าในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา เริ่มฟื้นตัวกลับมาที่กว่า 2% แต่ในรายละเอียดก็ยังไม่น่าพอใจนัก เพราะแม้ว่าการบริโภคสินค้าทั่วไปซึ่งสะท้อนผ่านภาษีแวตจะปรับตัวดีขึ้น แต่การบริโภคสินค้าคงทน เช่น รถยนต์ ยังติดลบอยู่

สำหรับกลุ่มผู้บริโภคทั่วไปโดยรวมที่ยังดีอยู่นั้น เป็นเพราะอัตราการว่างงานของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ คนไทยโดยส่วนใหญ่ยังมีงานทำกันอยู่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางค่อนไปทางสูงขึ้นไปถือเป็นกลุ่มคนที่ยังใช้จ่ายเป็นหลัก และช่วยพยุงให้การบริโภคในภาพรวมปรับตัวดีขึ้น อย่างเช่นในงานมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมา ที่มียอดจองราว 4 หมื่นคัน

ทั้งนี้ หากคิดเป็นการบริโภคในมิติของพื้นที่ ส่วนใหญ่ก็ยังมีการบริโภคได้ดีในเขตเมืองและตามเมืองชายแดนที่มีการค้าชายแดนคึกคัก แต่ในภาคใต้และภาคอีสานยังคงแย่อยู่ เพราะได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำเป็นหลัก

“ถ้ามองในภาพใหญ่เราก็น่าจะดี เพราะเราเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันสุทธิ เมื่อน้ำมันราคาถูกลง สินค้าก็ถูกลงตามและการบริโภคก็น่าจะดีขึ้นตามไปด้วย แต่ถ้ามองในระดับล่างจะเห็นว่า เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ รายได้ลดลงหนัก ซึ่งต้องติดตามดูต่อไปว่า กำลังซื้อของกลุ่มคนรายได้ปานกลางขึ้นไปจะสามารถชดเชยกับแรงซื้อของกลุ่มคนรายได้น้อยได้มากน้อยแค่ไหน” เอกนิติ กล่าว

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี