
จัดระเบียบซื้อไฟฟ้า บูมพลังงานทางเลือกแสนล.
ในขณะที่ราคาเชื้อเพลิงประเภทฟอสซิลปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ล่าสุดราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงสู่ระดับ 51-52 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
โดย...ชนิกา สุขสมจิตร
ในขณะที่ราคาเชื้อเพลิงประเภทฟอสซิลปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ล่าสุดราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงสู่ระดับ 51-52 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และทำให้เชื้อเพลิงประเภทอื่นๆ เช่น ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของไทยลดลงไปด้วย
แต่การผลักดันยุทธศาสตร์พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของไทยยังคงเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะผลักดันการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือกตามแผนยุทธศาสตร์ระยะเวลา 20 ปี (2558-2579) ซึ่งกระทรวงพลังงานตั้งเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทางเลือกเป็น 15-20% ของกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งหมด จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนเพียง 8% เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารัฐบาลจะมียุทธศาสตร์รับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือกที่ชัดเจนในช่วง 20 ปีข้างหน้า เช่น กำหนดเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้าจากเชื้อขยะเป็น 501 เมกะวัตต์ จากปัจจุบัน 66 เมกะวัตต์ กำหนดรับซื้อไฟฟ้าชีวมวลเป็น 5,570 เมกะวัตต์ จากปัจจุบัน 2,452 เมกะวัตต์ ซื้อไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพ (น้ำเสีย/ของเสีย) 600 เมกะวัตต์ จากปัจจุบัน 313 เมกะวัตต์ รับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานลมเป็น 3,002 เมกะวัตต์ จากปัจจุบัน 224 เมกะวัตต์ และรับซื้อโซลาร์เซลล์เป็น 6,000 เมกะวัตต์ จากปัจจุบัน 1,288 เมกะวัตต์ และมีเอกชนจำนวนมากสนใจเข้ามาลงทุนในกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือก
ทว่า สิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนของเอกชนกลับมาจากหน่วยงานภาครัฐเอง เช่น การกำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าที่มีความล่าช้า ซ้ำร้ายยังมีการอาศัยช่องโหว่ของกฎระเบียบต่างๆ นำ
ใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าไปเร่ขายหากำไร
“ที่ผ่านมาโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนได้รับการร้องเรียนมาก โดยเฉพาะเงื่อนไขใบ ร.ง.4 ที่เป็นอุปสรรคต่อการพิจารณาอนุมัติโครงการ แต่ตอนนี้ได้ปลดล็อกปัญหานี้ไปแล้ว สำหรับการผลิตไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ ซึ่งได้รับความสนใจมากที่สุด โดยเมื่อครั้งยังใช้ระบบรับซื้อไฟฟ้าแบบ Adder เคยมีผู้ยื่นโครงการเสนอขายไฟฟ้าเข้ามามากกว่า 3,500 เมกะวัตต์ จากเป้าหมายเดิม 3,000 เมกะวัตต์ แต่การอนุมัติโครงการยังทำได้ไม่มากนัก” ณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.พลังงาน กล่าวยอมรับ
เพื่อจัดการกับอุปสรรคและความไม่ชัดเจนในการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทน ณรงค์ชัย ระบุว่า ในปีนี้กระทรวงพลังงานจะเข้ามาจัดระเบียบนโยบายรับซื้อไฟฟ้าของรัฐบาลใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การปรับปรุงอัตรารับซื้อไฟฟ้า เช่น การเปลี่่ยนจากระบบ Adder หรือส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า มาเป็น Feed-in Tariff (FiT) ซึ่งเป็นอัตราที่สะท้อนตามต้นทุนจริง เนื่องจากต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเริ่มลดต่ำลงตามการพัฒนาของเทคโนโลยี อีกทั้งไม่มีความจำเป็นต้องกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าในอัตราที่สูงเพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนอีกต่อไป
นอกจากนี้ จะมีการปรับปรุงรูปแบบการรับซื้อไฟฟ้าใหม่ จากเดิมเป็นการรับซื้อตามลำดับการยื่นข้อเสนอโครงการที่มีความพร้อมก่อน เป็นการคัดเลือกข้อเสนอโครงการโดยใช้รูปแบบการแข่งขันทางด้านราคา (Competitive Bidding) โดยอัตรารับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบ FiT จะใช้เป็นราคาเริ่มต้นในระบบ Competitive Bidding อีกทั้งวิธีการดังกล่าวยังทำให้ภาครัฐจะสามารถกำหนดพื้นที่หรือโซนนิ่งของโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนแต่ละเชื้อเพลิง ป้องกันการแย่งชิงวัตถุดิบ และสอดคล้องกับความสามารถในการรองรับไฟฟ้าของระบบสายส่งได้
ณรงค์ชัย ระบุอีกว่า กระทรวงพลังงานยังจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบโครงการที่ได้รับใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าทั้งหมดว่า แต่ละโครงการอยู่ในขั้นตอนไหนบ้าง และหากไม่มีการดำเนินการหรือปล่อยทิ้งไว้ รวมทั้งไม่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบตามกำหนด ก็จะยกเลิกใบอนุญาตและสัญญารับซื้อไฟฟ้า ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาได้นำร่องตรวจสอบโครงการผลิตไฟฟ้าโซลาร์เซลล์เป็นอันดับแรก
“ได้กำชับไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้มงวดและตรวจสอบคู่สัญญากับผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าที่อยู่ในข่ายได้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าแล้ว แต่ยังไม่เริ่มก่อสร้าง โดยเฉพาะพื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ทั้งขนาดเล็ก (เอสพีพี) ขนาด 10-90 เมกะวัตต์ และขนาดเล็กมาก (วีเอสพีพี) ขนาดต่ำกว่า 10 เมกะวัตต์ หากตรวจสอบพบว่าพื้นที่ใดยังไม่ได้ดำเนินการจะมีมาตรการและบทลงโทษต่อไป” ณรงค์ชัย กล่าว
หากรัฐบาลผลักดันนโยบายรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทางเลือกให้เป็นรูปธรรม นอกจากจะทำให้ไทยพึ่งพาไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศได้เต็มศักยภาพแล้ว ยังส่งผลให้เกิดการลงทุนในธุรกิจพลังงานไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาทเลยทีเดียว







