
คาดเอสเอ็มอีสิงคโปร์โตต่ำ
ภาคธุรกิจเอสเอ็มอีสิงคโปร์ส่งสัญญาณโตช้าครึ่งปีแรก เหตุความเชื่อมั่นลด ทำผู้ประกอบการชะลอลงทุน
ภาคธุรกิจเอสเอ็มอีสิงคโปร์ส่งสัญญาณโตช้าครึ่งปีแรก เหตุความเชื่อมั่นลด ทำผู้ประกอบการชะลอลงทุน
หนังสือพิมพ์เดอะ บิซิเนส ไทมส์ ของสิงคโปร์ รายงานว่า การที่ดัชนีเอสบีเอฟ-ดีพีของสมาพันธ์ธุรกิจสิงคโปร์ และดีพี อินฟอร์เมชั่น กรุ๊ป ซึ่งเป็นดัชนีวัดการขยายตัวของภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ของประเทศในไตรมาสสุดท้ายปี 2014 หดตัวเหลือ 54.4 จากไตรมาสก่อนหน้าที่ 55.5 คือการส่งสัญญาณว่าภาคเอสเอ็มอีสิงคโปร์จะโตช้าลงในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้
สำหรับเอสเอ็มอีที่มีแนวโน้มชะลอตัวมากที่สุดคือ ภาคก่อสร้างและวิศวกรรม ที่ปรับตัวลดลงเหลือ 54.2 ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีที่แล้ว จาก 56 ในช่วง 3 เดือนก่อนหน้า โดยผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้มองว่าเป็นผลมาจากความซบเซาของตลาดอสังหาริมทรัพย์และการชะลอการลงทุนของภาคเอกชน
ขณะเดียวกัน แม้ว่าดัชนีเอสบีเอฟ-ดีพีของภาคค้าปลีก อาหารและเครื่องดื่มของสิงคโปร์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้วจะสามารถเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 54.7 กระนั้นผู้ประกอบการมองว่าเป็นการปรับเพิ่มตามปกติของช่วงปลายปีที่่มียอดขายเนื่องจากงานเทศกาลส่งท้ายปี โดยการเติบโตของจีดีพีสิงคโปร์ที่ลดลงล่าสุด ส่งผลให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีคาดการณ์ว่ายอดขายและรายได้ของธุรกิจในช่วงครึ่งปีแรกน่าจะปรับตัวลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
นอกจากนี้ ความเชื่อมั่นต่อการขยายตัวของกิจการของผู้ประกอบการเอสเอ็มอียังได้ปัจจัยเสริมทางลบจากภายนอก ทั้งการเติบโตของเศรษฐกิจจีน หนึ่งในตลาดส่งออกสำคัญของเอสเอ็มอีสิงคโปร์ที่ชะลอตัวลง และความผันผวนภายในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ รวมถึงความต้องการบริโภคของผู้บริโภคในตลาดโลกที่ลดลง และส่งผลให้ภาคธุรกิจเอสเอ็มอีสิงคโปร์ปรับลดการคาดการณ์ทางบวกในแง่ของการลงทุนและการจ้างงาน
อย่างไรก็ตาม เฉินหยูนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีพี อินฟอร์เมชั่น กรุ๊ป แนะนำว่า แทนที่เอสเอ็มอีจะระงับแผนลงทุนหรือแผนกระตุ้น ผู้ประกอบการควรมองหาโอกาสจากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันเพื่อวางพื้นฐานเติบโตในระยะยาว เช่น ลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิต
ด้าน โฮเมิงกิต ประธานบริหารสมาพันธ์ธุรกิจสิงคโปร์ เสริมว่า ราคาน้ำมันที่ลดลงในขณะนี้น่าจะเป็นโอกาสสำคัญให้เอสเอ็มอีภาคการขนส่ง เช่นเดียวกับภาคสินค้าและบริการที่สามารถปรับลดราคาเพื่อแข่งขันกันในตลาด







