posttoday
ธาริษาห่วง ไม่มีหน่วยงานช่วยแบงก์อ่อนแอ

ธาริษาห่วง ไม่มีหน่วยงานช่วยแบงก์อ่อนแอ

14 มิถุนายน 2553

8...ทีมข่าวการเงิน

เกือบ 2 ปีที่ประเทศไทยได้มีสถาบันประกันเงินฝาก เพื่อค้ำประกันเงินฝากให้กับประชาชน โดยจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ. 2551 โดยมีฐานะเป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองเงินฝากในสถาบันการเงิน เสริมสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน และดำเนินการกับสถาบันการเงินที่ถูกควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินและชำระบัญชีสถาบันการเงินที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต

ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์จะต้องนำส่งเงินเป็นงวดๆ ปีละ 2 ครั้ง ในอัตรา 0.4% ต่อปี โดยคิดจากฐานเงินฝากของแต่ละธนาคาร แบ่งเป็น 2 งวด งวดละ 0.2% ซึ่งตามกฎหมายใหม่กำหนดอัตราการนำส่งเงินตั้งแต่ 0.41% ของฐานเงินฝาก

ตามกฎหมายสถาบันประกันเงินฝากระบุว่า ในช่วง 3 ปีแรกที่คุ้มครองเงินฝากเต็มจำนวนแล้ว ในปีที่ 4 จากเดิมที่คุ้มครองเหลือเพียง 10 ล้านบาท ก็ปรับใหม่เป็น 50 ล้านบาท ส่วนปีที่ 5 ยังเป็นไปตามเดิม คือ ลดวงเงินการคุ้มครองเหลือเพียง 1 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้สัดส่วนที่คุ้มครอง 100 ล้านบาท และ 10 ล้านบาท

แต่หลังจากตั้งสถาบันประกันเงินฝากแล้ว บทบาทของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (กองทุนฟื้นฟูฯ) ก็จะลดลงโดยอัตโนมัติ จะต้องทยอยขายสินทรัพย์และชำระบัญชีไปจนกว่าจะเสร็จ

การที่กองทุนฟื้นฟูฯ ถูกลดบทบาทลงนั้น ได้มีการแสดงความเป็นห่วงจากสมาคมธนาคารไทยไปแล้วว่า หากเกิดสถาบันการเงินอ่อนแอขึ้นมาอีก จะมีหน่วยงานใดเข้ามาช่วยเหลือ เพราะว่าสถาบันประกันเงินฝากนั้นดูแลเฉพาะผู้ฝากเงินเท่านั้น

2 ปีผ่านไป เรื่องนี้ไม่มีคำตอบ แต่วันนี้ นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมากล่าวว่า หากพิจารณาจากภาพรวมของการพัฒนาการของระบบสถาบันการเงินไทยในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจปี 2540 และเศรษฐกิจโลกปี 2552 มาแล้ว แต่ที่สุดแนวทางการแก้ปัญหาสถาบันการเงินก็แยกไม่ออกจากระบบเศรษฐกิจภาพรวม เห็นได้จากปัญหาในสหรัฐที่มีหนี้สิน จากการขาดความระมัดระวังในการลงทุน ทำให้สถาบันการเงิน ธนาคารพาณิชย์ขาดความน่าเชื่อถือ ส่งผลกระทบไปทั่วโลก กระทั่งรัฐบาลสหรัฐจำเป็นต้องนำเงินมาช่วยเหลือ

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ต่างจากวิกฤตปี 2540 ของไทย ที่รัฐบาลต้องนำเงินมาช่วยสถาบันการเงินที่มีปัญหา และตั้งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน มาจัดการหนี้สินที่เกิดขึ้น

“ถามว่าสถาบันการเงินไทยมีข้ออ่อนด้อยตรงไหนที่ควรปรับปรุง ส่วนตัวคิดว่าตามกฎหมายใหม่ที่ออกมาใช้ยังไม่มีหน่วยงาน หรือองค์กรที่ชัดเจนมาดูแลในยามที่สถาบันการเงินมีปัญหา เช่น กองทุนฟื้นฟูฯ ที่ไว้คอยช่วยเหลือสถาบันการเงิน ธนาคารพาณิชย์ เหมือนที่กองทุนฟื้นฟูฯ เคยปล่อยสภาพคล่องช่วย และถ้ากองทุนฟื้นฟูฯ ต้องปิดตัวในปี 2556 ในขณะที่ปัจจัยเสี่ยงใหม่ๆ ยังเกิดได้เสมอ เพราะยังไม่มีหลักประกันอะไรมารับรองได้ว่าปัญหาจะไม่เกิดอีก ฉะนั้นโดยโครงสร้างการดูแลระบบแล้ว ควรจะมีหน่วยงานหรือองค์กรที่ทำหน้าที่ลักษณะเดียวกับกองทุนฟื้นฟูฯ มารองรับการแก้ปัญหาตรงนี้ ซึ่งไม่ใช่กองทุนฟื้นฟูฯ ก็ได้” นางธาริษา กล่าว

ทั้งนี้ ผู้ว่าการ ธปท. มองว่า แนวทางการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินที่อาจจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวมรุนแรง ในฐานะผู้กำกับหรือธนาคารกลาง ยังมีความจำเป็นที่ต้องช่วยเหลือประชาชนผู้ฝากเงินอยู่ เพราะถึงที่สุดในภาวะที่สถาบันการเงิน หรือธนาคารพาณิชย์มีปัญหา ย่อมส่งผลกระทบกับประชาชน รวมถึงระบบเศรษฐกิจโดยรวมอยู่แล้ว และเกือบจะทุกครั้งที่มีปัญหาหน่วยงานรัฐมักจะเลือกการนำเงินภาษีเข้าไปช่วยจัดการ เพราะแนวทางการแก้ไขปัญหาตั้งแต่อดีตกระทั่งปัจจุบันแทบไม่แตกต่างกัน คือ นำเงินภาษี หรือเงินในอีกกระเป๋าใดกระเป๋าหนึ่งของประเทศไปช่วย เพราะขนาดประเทศสหรัฐเองเมื่อไม่นานมานี้ยังต้องทำเหมือนกันกับที่กองทุนฟื้นฟูฯ เคยทำ คือนำเงินไปช่วยภาคสถาบันการเงินเช่นกัน

นางธาริษา เปิดเผยว่า การเสนอแนวคิดนี้ ไม่ได้หมายความว่าต้องอุ้มสถาบันการเงินที่กำลังจะล้มทุกแห่ง เพราะการช่วยต้องดูผลกระทบทั้งหมดก่อนอยู่แล้ว คือรายใดไม่ไหวก็จำเป็นต้องปิด รายใดปรับปรุงแก้ไขได้ก็ควรปรับให้แข็งแรง ซึ่งปัจจุบันกฎหมายกำหนดไม่ให้กองทุนฟื้นฟูฯ ที่ต้องอยู่ไปถึงปี 2556 นำเงินเข้าช่วยธนาคารพาณิชย์ที่มีปัญหาได้ ยกเว้นคณะรัฐมนตรีอนุมัติ ซึ่งวิธีนี้ก็ต้องใช้เงินภาษี ซึ่งแนวทางนี้ในทางปฏิบัติจริงๆ โดยกระบวนการขั้นตอนอาจจะไม่ทันสถานการณ์ ธนาคารอาจจะล้มไปแล้วก็ได้

“ธปท.ไม่คิดว่าแนวทางที่เคยดำเนินการที่ผ่านมาไม่ถูกต้อง เพราะกองทุนฟื้นฟูฯ มีส่วนช่วยให้ระบบเศรษฐกิจสถาบันการเงินไม่ล้ม ไม่พัง แม้จะมีภาระหนี้สินตามมาจนทุกวันนี้ แต่ที่พูดไม่ได้หมายความว่าต้องแก้กฎหมายให้กองทุนฟื้นฟูฯ อยู่ต่อ เพียงแต่อยากให้องค์กรที่ทำหน้าที่ลักษณะนี้คงไว้ เพราะแนวทางการแก้ปัญหายังคงคลาสสิกวนเวียนอยู่เช่นนี้เหมือนเดิม ตราบใดที่ไม่มีมาตรการคุมความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ซึ่งเท่าที่ดูไม่น่าจะมีมาตรการคุมความเสี่ยงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์” นางธาริษา กล่าว

หลังจากวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ระบบการเงินไทยได้พัฒนาไปมาก ระบบการตรวจสอบ ระบบบัญชีและระบบการบริหารความเสี่ยงได้เปลี่ยนไปอย่างมาก

แต่ระบบที่ดีอย่างไรก็ไม่สามารถป้องกันผู้บริหารที่ไร้ธรรมาภิบาลและคดโกงได้ ดังนั้นการแสดงความเป็นห่วงว่าควรจะมีหน่วยงานขึ้นมาช่วยเหลือธนาคารพาณิชย์ที่อ่อนแอ สะท้อนความกังวลใจว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยได้เป็นอย่างดี

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน