
หุ้นจีน-ญี่ปุ่นยังแรงไม่เลิก
ทิสโก้ ติดใจออกไชน่าทริกเกอร์ 8% วรรณมั่นใจตลาดหุ้นญี่ปุ่น หวังกำไร 5% ใน 5 เดือน
ทิสโก้ ติดใจออกไชน่าทริกเกอร์ 8% วรรณมั่นใจตลาดหุ้นญี่ปุ่น หวังกำไร 5% ใน 5 เดือน
นายสาห์รัช ชัฎสุวรรณ ผู้อำนวยการสายการตลาด บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทิสโก้ เปิดเผยว่า วันที่ 6-13 ม.ค. 2558 บลจ.ทิสโก้ เปิดขายกองทุนทิสโก้ ไชน่า ทริกเกอร์ 8% #16 มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท เน้นลงทุนในหุ้นจีนผ่านกองทุน Hang Seng H-Share Index ETF เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนใกล้เคียงดัชนี HSCEI หรือ H-Shares โดยมีเป้าหมายเลิกโครงการที่ 8% ภายในเวลา 8 เดือน
“ปี 2557 เราประสบความสำเร็จในการบริหารกองทุนทริกเกอร์ฟันด์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกองทุนในซีรี่ส์ไชน่าทริกเกอร์ 8% โดยในเดือน ธ.ค. กองทุน ทิสโก้ ไชน่า อิควิตี้ ทริกเกอร์ 8% กองที่ 6, 7, 8 และ 15 เข้าเป้าหมายพร้อมกัน โดยกองทุนที่เข้าเป้าหมายเร็วที่สุด คือ กองที่ 15 ใช้เวลาบริหารเพียง 3 เดือนกว่าเท่านั้น” นายสาห์รัช กล่าว
ขณะที่ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ วิเคราะห์ว่า ในปี 2558 ตลาดหุ้นโลกจะปรับขึ้นต่อไปอีก เนื่องจากการปรับตัวในช่วง 3 ปีที่ผ่านมายังไม่สูงเกินไปเมื่อเทียบกับในอดีต นอกจากนี้สภาพคล่องในระบบการเงินโลกจะเพิ่มขึ้นจากการที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อัดฉีดเงินเข้าระบบต่อเนื่อง โดยมูลค่าของตลาดหุ้นยังน่าสนใจกว่าตราสารหนี้ ทั้งนี้ความเสี่ยงที่น่าจับตามองคือการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ในช่วงกลางปี 2558
พร้อมกันนี้ ยังแนะนำการลงทุนในตลาดหุ้นจีน เนื่องจากคาดว่าธนาคารกลางจีนจะประกาศลดดอกเบี้ย และลดอัตราการกันสำรองของธนาคาร (RRR) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในปีนี้ นอกจากนั้นยังมีปัจจัยหนุนจากความคืบหน้าของการปฏิรูปเศรษฐกิจจีน ที่จะช่วยลดความเสี่ยงด้านการเงินและยกระดับมูลค่าของตลาดหุ้นจีน
นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ กล่าวว่า ตลาดหุ้นญี่ปุ่นในปี 2558 จะกลับมาดึงดูดความสนใจของนักลงทุนอีกครั้งหลังจากนายชินโสะ อาเบะ ได้การเลือกตั้งอีกวาระ เนื่องจากจะทำให้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมีความต่อเนื่องและผลักดันให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นกลับมาฟื้นตัวได้
“จุดสนใจและเป็นความคาดหวังของตลาดค่อนข้างมาก ได้แก่ ลูกศรดอกที่ 3 การสานต่อในเรื่องของการสร้างความเติบโตให้แก่ระบบเศรษฐกิจของญี่ปุ่น คาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน และเพิ่มความน่าสนใจของการลงทุนในบริษัทในญี่ปุ่นอย่างมีนัยสำคัญ” นายวิน กล่าว
ทั้งนี้ นายวิน กล่าวว่า ปัจจัยหลักที่สนับสนุนตลาดหุ้นญี่ปุ่น คือ 1) การผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม (คิวอี) ในการอัดฉีดเงินเข้าระบบปีละ 80 ล้านล้านเยนไปเรื่อยๆ จนกว่าอัตราเงินเฟ้อจะได้ตามเป้าหมาย ซึ่งจะทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงจำนวนมาก
2) แนวโน้มของนักลงทุนทั้งสถาบันและรายย่อยที่เข้ามาเพิ่มขึ้น จากการสนับสนุนของภาครัฐ ทั้งจากกองทุนการลงทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (GPIF) และมาตรการลดภาษีกำไรผู้ลงทุนรายย่อย และ
3) มูลค่าหุ้นยังต่ำและมีโอกาสเติบโตได้ ซึ่งจะทำให้ระดับราคาหุ้นต่อกำไร (พี/อี) มีแนวโน้มปรับลดลงจากปัจจุบัน และจะผลักดันให้ผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้นปรับขึ้นตาม
“ผมมีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นค่อนข้างมาก โดยมองว่าดัชนี NIKKEI 225 มีโอกาสปรับตัวขึ้นแตะระดับ 19,250 จุดได้ในกลางปี 2558 จากสิ้นปี 2557 ที่ระดับ 17,702 จุด” นายวิน กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นจะมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้น แต่แนวโน้มของตลาดหุ้นน่าจะเป็นไปอย่างผันผวนตามข่าวและความเคลื่อนไหวของนโยบายต่างๆ ดังนั้ัน นายวินจึงแนะนำนักลงทุนว่าสำหรับการลงทุนระยะสั้นควรลงทุนตามจังหวะการแกว่งตัวของ NIKKIE 225 Index เพื่อสร้างผลตอบแทนในช่วงตลาดแกว่งตัวได้
“ช่วงต้นปีเป็นจังหวะเหมาะที่จะลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นจึงเปิดขายกองทุนวรรณ เจแปน 5 ฟันด์ ในวันที่ 6-14 ม.ค.นี้ ผลตอบแทนเป้าหมาย 5% ในระยะเวลา 5 เดือน โดยเน้นลงทุนในกองทุน ETF ที่ให้ผลตอบแทนเลียนแบบดัชนี NIKKEI 225 และ NIKKEI 400 เป็นหลัก” นายวิน กล่าว







