
รุกปลูกข้าวอินทรีย์
กระแสความต้องการข้าวอินทรีย์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ในขณะที่ประเทศทั่วโลกยังมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวน้อยมาก เพราะจากการสำรวจพื้นที่ปลูกข้าวอินทรีย์ทั่วโลกในช่วงย้อนหลัง 5 ปี พบว่า ทั่วโลกมีการเพาะปลูกข้าวอินทรีย์รวมกันเพียง 839,463 ไร่ โดยไทยมีสัดส่วนการเพาะปลูกเพียง 6.2% ของพื้นที่การเพาะปลูกข้าวอินทรีย์ทั้งหมด
กระแสความต้องการข้าวอินทรีย์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ในขณะที่ประเทศทั่วโลกยังมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวน้อยมาก เพราะจากการสำรวจพื้นที่ปลูกข้าวอินทรีย์ทั่วโลกในช่วงย้อนหลัง 5 ปี พบว่า ทั่วโลกมีการเพาะปลูกข้าวอินทรีย์รวมกันเพียง 839,463 ไร่ โดยไทยมีสัดส่วนการเพาะปลูกเพียง 6.2% ของพื้นที่การเพาะปลูกข้าวอินทรีย์ทั้งหมด
ในขณะที่ประเทศที่มีการปลูกข้าวอินทรีย์มากอันดับ 1 ของโลก คือ จีน มีสัดส่วน 44.7% รองลงมาอินโดนีเซีย 19.4% ฟิลิปปินส์ 10.5% และเกาหลีใต้ 8.0% แต่ไทยคงเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวอินทรีย์อันดับหนึ่งของโลก เนื่องจากทั้งจีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้ ผลผลิตข้าวอินทรีย์เกือบทั้งหมดจะใช้บริโภคในประเทศ
ดังนั้น การปลูกข้าวอินทรีย์ยังคงเป็นโอกาสสำหรับประเทศไทย อีกทั้งราคาข้าวอินทรีย์มีสูงกว่าข้าวปกติ 1.5-2 เท่า และมีตลาดที่มีกำลังซื้อสูงรองรับ เช่น สหภาพยุโรป (อียู) สหรัฐ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ซึ่งมีความต้องการซื้อข้าวอินทรีย์เพิ่มขึ้นปีละ 15-20%
ดวงกมล เจียมบุตร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โฆษกกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า การส่งเสริมให้ชาวนาไทยหันมาปลูกข้าวเกษตรอินทรีย์มากขึ้นเป็นนโยบายของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ โดยได้มอบหมายให้พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศในพื้นที่จังหวัดที่มีการเพาะปลูกข้าวศึกษาโอกาส และผลักดันให้ชาวนาหันมาปลูกข้าวอินทรีย์ ซึ่งเป็นข้าวคุณภาพดี และปัจจุบันสามารถขายได้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 70 กว่าบาท จากราคาข้าวสารปกติที่ขายได้กิโลกรัมละ 28-30 บาท ซึ่งจะช่วยทดแทนการปลูกข้าวแบบเดิมที่เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ ให้เป็นไปตามแผนการพัฒนาคุณภาพสินค้าข้าวของไทย
ทั้งนี้ แผนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปหาแนวทางในการยกระดับราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าว ที่ต้องหาทางลดพื้นที่เพาะปลูกลงมา แล้วหันไปผลิตพืชเกษตรอื่นที่มีราคาดีกว่า หรือหากจำเป็นต้องปลูกต่อ ก็ต้องหันไปเพาะปลูกข้าวคุณภาพดีมากขึ้น และให้เน้นข้าวที่ตลาดมีความต้องการ เช่น ข้าวอินทรีย์ เพราะขายได้ในราคาที่ดีกว่า
สุดสวาสดิ์ ดวงศรีไสย์ อาจารย์ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุในบทความเรื่อง “นโยบายส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ : ข้าวปลอดภัย ต้นทุนต่ำ” ว่า ปัจจัยที่ทำให้ต้นทุนการปลูกข้าวเพิ่มขึ้นมาจากการใช้ปุ๋ยและสารเคมีจำนวนมากในการเพาะปลูก แต่หากเกษตรกรหันมาปลูกข้าวอินทรีย์ ซึ่งนอกจากช่วยลดต้นทุนสารเคมีแล้ว ผลผลิตยังสูงกว่าการปลูกข้าวเคมี
โดยงานวิจัยของ นุกูล ถวิลถึง (2552) ระบุว่า การปลูกข้าวอินทรีย์ได้ผลผลิต 429 กิโลกรัม/ไร่ เทียบกับข้าวเคมีที่ได้ผลผลิตเพียง 371 กิโลกรัม/ไร่ และต้นทุนการผลิต/ไร่ยังต่ำกว่าการปลูกข้าวเคมี โดยเทียบข้อมูล ณ ปี 2551 พบว่าต้นทุนปลูกข้าวอินทรีย์อยู่ที่ 4,763 บาท/ตัน แต่การปลูกข้าวเคมีต้นทุนอยู่ที่ 7,188 บาท/ตัน
อย่างไรก็ตาม การผลิตข้าวอินทรีย์มีขั้นตอนการปฏิบัติที่สำคัญ คือ ต้องหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์ในทุกขั้นตอนการผลิต เริ่มตั้งแต่การเลือกพื้นที่ปลูก ควรจะเลือกพื้นที่ที่ไม่เคยมีการใช้สารเคมีมาก่อน ไม่ควรเลือกพื้นที่ที่มีการใช้สารเคมีปริมาณมากติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะจะมีการปนเปื้อนของสารเคมีสูง
พื้นที่ที่เลือกปลูกควรมีความอุดมสมบรูณ์ของแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของข้าวอย่างเพียงพอ มีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับการเพาะปลูก พันธุ์ข้าวที่ใช้ก็ควรเลือกพันธุ์ข้าวที่ทนต่อโรคและแมลงที่สำคัญ และสามารถให้ผลผลิตสูงแม้ในสภาพดินที่มีความอุดมสมบรูณ์ค่อนข้างต่ำ
ส่วนการปลูกข้าวที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการผลิตข้าวอินทรีย์ คือ การปลูกข้าวแบบปักดำ เพราะการเตรียมดิน ทำเทือก การรักษาระดับน้ำขังในนาจะช่วยควบคุมวัชพืชได้ และการปลูกข้าวลงดินจะช่วยให้ข้าวสามารถแข่งขันกับวัชพืชได้ ส่วนการดูแลรักษาความอุดมสมบรูณ์ของดิน ควรมีการดูแลอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่เผาตอซัง ฟางข้าว และควรมีการวิเคราะห์ดินนาทุกปี รวมทั้งจัดสภาพแวดล้อมให้ปราศจากสารเคมี เป็นต้น
การปลูกข้าวอินทรีย์มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก จึงไม่ง่ายนักที่จะผลักดันการปลูกข้าวอินทรีย์ในยุคการทำนาผ่าน “มือถือ”







