
แก้เกี้ยวถกเอฟทีเอไทย-อียู
พาณิชย์ดิ้นเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู เร่งแผนเจาะอาเซียน-ตะวันออกกลางหาตลาดรองรับสินค้า
พาณิชย์ดิ้นเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู เร่งแผนเจาะอาเซียน-ตะวันออกกลางหาตลาดรองรับสินค้า
นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมได้จัดทำแผนรับมือกรณีสหภาพยุโรป (อียู) ตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ที่ให้กับสินค้าไทย 6,200 รายการ ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2558 โดยจะผลักดันให้มีการเจรจาเปิดเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-อียู หากสำเร็จจะทำให้ไทยได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เทียบเท่าหรือดีกว่าและถาวรกว่าการได้จีเอสพี
อย่างไรก็ตาม ในระยะเร่งด่วนกรมจะเร่งหาคู่ค้าในตลาดใหม่ๆ เพื่อลดความเสี่ยงในการส่งออกสินค้าไปอียู เช่น อาเซียน เกาหลีใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วน และอาหารแปรรูป ซึ่งเป็นสินค้ากลุ่มหลักๆ ที่ไทยส่งออกไปยังตลาดอียู
สำหรับสินค้าที่ยังต้องพึ่งพิงตลาดอียูเป็นหลัก โดยเฉพาะสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม กรมจะผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่ยังคงได้รับสิทธิจีเอสพีจากอียู เช่น กัมพูชา และลาว ทั้งยังได้ประโยชน์จากการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) โดยการใช้ประเทศเพื่อนบ้านเป็นฐานการผลิต
นางนันทวัลย์ ระบุว่า จากการตรวจสอบพบว่าสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากการถูกตัดสิทธิจีเอสพี เป็นกลุ่มเสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้า ผักผลไม้ อาหารทะเลแปรรูป เนื้อสัตว์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ยางพารา ยานยนต์และชิ้นส่วน เคมีภัณฑ์ และเครื่องดื่ม เนื่องจากคู่ค้าจะหันไปซื้อสินค้าจากคู่แข่งที่ราคาถูกกว่า
“คู่แข่งที่จะได้ประโยชน์จากการที่ไทยถูกตัดจีเอสพี คือ ประเทศที่ยังคงได้สิทธิจีเอสพี ได้แก่ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม อินเดีย และปากีสถาน รวมทั้งกลุ่มประเทศที่ไม่ได้รับสิทธิจีเอสพีแล้ว แต่ได้รับประโยชน์ทางด้านภาษีจากข้อตกลงเอฟทีเอกับอียู เช่น มาเลเซีย บราซิล และแอฟริกาใต้” นางนันทวัลย์ กล่าว
รายงานข่าวแจ้งว่า คณะกรรมาธิการยุโรปประกาศระเบียบปรับปรุงรายชื่อประเทศที่ได้รับสิทธิจีเอสพี โดยไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกตัดจีเอสพี เนื่องจากมีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง 3,946-12,195 เหรียญสหรัฐ/หัว ติดต่อกัน3 ปี และหลังการทำรัฐประหารวันที่ 22 พ.ค. 2557 อียูออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ไทยกลับสู่การปกครองตามระบอบประชาธิปไตย รัฐมนตรีทั้งหมดของอียูได้ระงับการเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ และระงับการลงนามข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือกับไทย







