posttoday
เปิด KPI ซีอีโอทหารไทย ‘ROE’ ต้องได้ 14%

เปิด KPI ซีอีโอทหารไทย ‘ROE’ ต้องได้ 14%

05 มกราคม 2558

กว่า 7 ปีในตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร (ซีอีโอ) ธนาคารทหารไทย บุญทักษ์ หวังเจริญ ถูกประเมินผลงานจากผู้ถือหุ้นของธนาคารด้วยการฟื้นฟูธนาคาร จากขาดทุนให้เป็นกำไร และจะบริหารธนาคารให้เป็นไปตามเป้าหมายที่คณะกรรมการธนาคารกำหนดร่วมกัน

กว่า 7 ปีในตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร (ซีอีโอ) ธนาคารทหารไทย บุญทักษ์ หวังเจริญ ถูกประเมินผลงานจากผู้ถือหุ้นของธนาคารด้วยการฟื้นฟูธนาคาร จากขาดทุนให้เป็นกำไร และจะบริหารธนาคารให้เป็นไปตามเป้าหมายที่คณะกรรมการธนาคารกำหนดร่วมกัน

ตำแหน่งซีอีโอของธนาคารขนาดกลางอย่างธนาคารทหารไทย มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี ซึ่งบุญทักษ์ผ่านวาระแรกไปเมื่อปี 2555 บอร์ดธนาคารต่ออายุให้อีกวาระ ซึ่งในรอบนี้เขาจะหมดวาระในปี 2559

บุญทักษ์ เปิดเผยว่า ทำงานที่ธนาคารทหารไทยตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งขณะนั้นได้จัดทำแผนการดำเนินงานระยะ 5 ปี โดยมีเป้าหมายสร้างอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ให้ได้ 14% ภายในปี 2557 ส่วนอัตรากำไรของสินทรัพย์ (ROA) 1% กว่า ซึ่งถือว่าท้าทายมาก เพราะเมื่อสิ้นปี 2552 ธนาคารทหารไทยมี ROE อยู่เพียง 4%

แต่กลยุทธ์ทางธุรกิจของธนาคารที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าอย่างดี ส่งผลให้ ROE เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยสิ้นปี 2556 มูลค่า ROE อยู่ที่ 9.7% ส่วนสิ้นปี 2557 จะเป็นไปได้ตามเป้าหมายหรือไม่ ต้องดูผลประกอบการในเดือนสุดท้ายของปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี เป้าหมาย ROE 14% แม้จะดูว่าเป็นเป้าหมายที่สูง แต่ถือว่ายังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดที่อยู่ระดับ 17% ซึ่งการตั้งเป้าหมายสูงๆ ไม่ได้ตั้งจากอากาศ แต่อยู่บนพื้นฐานที่มีองค์ประกอบหลายด้าน ขณะเดียวกันการมี ROE สูง กำไรจะสามารถนับเป็นทุนที่สนับสนุนการขยายตัวของสินเชื่อได้โดยไม่ต้องเพิ่มทุน ซึ่งปกติหาก ROE ต่ำกว่า 14% ต้องมีการเพิ่มทุนเพื่อรองรับการเติบโตของสินเชื่อ

ขณะนี้ธนาคารค่อนข้างแข็งแกร่ง อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ระดับสูงถึง 18% โดยเป็นเงินกองทุนขั้นที่ 1 ที่ระดับ 11% ขณะที่เงินสำรองหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ สูงถึง 150% มากเป็นอันดับ 2 ในระบบธนาคารพาณิชย์ รองจากธนาคารกรุงเทพ

บุญทักษ์กล่าวถึงแผนกลยุทธ์ปี 2558 ของธนาคารว่าจะลุยสินเชื่อโตไม่ต่ำกว่า 10% ซึ่งจะสอดคล้องไปกับอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ ที่ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย ประเมินว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในปี 2558 จะขยายตัว 3.5-4% ซึ่งทำให้สินเชื่อของธนาคารในปี 2558 เติบโตมากกว่า 10% โดยธนาคารจะคำนวณอัตราการเติบโตของสินเชื่อ 2-2.5 เท่าของจีดีพี

“สินเชื่อที่เพิ่มขึ้นหลักๆ มาจากสินเชื่อรายย่อย โดยเฉพาะสินเชื่อบ้านที่น่าจะเติบโตขึ้นได้อีก หลังจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เป็นความกังวลมากเมื่อปี 2557 เริ่มสงบลง รวมทั้งมุ่งเน้นลูกค้าในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) อยู่เช่นเดิม” บุญทักษ์ กล่าว

นอกจากนี้ ธนาคารยังมุ่งเน้นการออกผลิตภัณฑ์เงินฝากใหม่ๆ เพื่อเพิ่มฐานลูกค้ารายย่อย ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารมีลูกค้าใหม่เข้ามา 3-4 แสนราย/ปี และหลังจากได้ลูกค้าเงินฝาก ธนาคารก็จะนำเสนอผลิตภัณฑ์อื่นๆ ให้ลูกค้าเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าธนาคารออกแคมเปญเงินฝากหลายประเภทที่แตกต่าง แต่ต้นทุนทางการเงินใกล้เคียงกับธนาคารขนาดใหญ่ ซึ่งน่าพอใจเพราะต้นทุนทางการเงินเป็นจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจ ธนาคารต้องควบคุมให้ได้ หากมีต้นทุนที่ต่ำก็สามารถแข่งขันด้านราคาได้ในสินเชื่อทุกกลุ่ม การที่ต้นทุนใกล้เคียงธนาคารขนาดใหญ่ ส่วนหนึ่งมาจากข้อได้เปรียบสาขา ซึ่งธนาคารทหารไทยมีสาขาน้อยทำให้ต้นทุนไม่สูง โดยธนาคารจะคงจำนวนไว้ที่ 460 สาขา

สำหรับหลักคิดในการดำเนินธุรกิจ ที่สำคัญ คือ ต้องสร้างคุณค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น ลูกค้า และพนักงาน โดยยึดแนวคิด Make the Different คือไม่ทำแบบคนอื่น แต่คนอื่นจะมาทำแบบเรา ซึ่งได้ชี้แนะพนักงานชัดเจนว่าทุกอย่างต้องนำลูกค้าเป็นตัวตั้ง ธนาคารมีหน้าที่สร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า ต้องเชื่อมโยงงานตัวเองกับความพึงพอใจของลูกค้าได้

ส่วนธุรกิจต่างประเทศนั้น บุญทักษ์มองว่าโมเดลการทำธุรกิจต่างประเทศที่ดีที่สุด คือ การเป็นพันธมิตรกับธนาคารท้องถิ่นในประเทศเป้าหมาย มากกว่าการเปิดสาขาที่ปัจจุบันไม่ค่อยได้ผลแล้ว หรือแม้กระทั่งตั้งเป็นธนาคารท้องถิ่นก็มีต้นทุนที่สูง และต้องเลือกประเทศที่มีมูลค่าตลาด (มาร์เก็ตแคป) ที่ใหญ่มาก

“ส่วนการไปต่างประเทศของธนาคารทหารไทย ต้องหาพาร์ตเนอร์ธนาคารท้องถิ่นและมาเชื่อมระบบกัน ซึ่งต้นทุนถูกกว่า เช่น ลาว มีสาขาเดียวที่เวียงจันทน์ แต่ได้ร่วมมือกับธนาคารการค้าต่างประเทศลาว (BCEL) ซึ่งมีสาขาทั้ง 19 แขวง ทำให้สามารถร่วมสนับสนุนลูกค้ารายย่อยในท้องถิ่นได้ด้วย”

บุญทักษ์ยังให้มุมมองการแข่งขันของสถาบันการเงินไทย หลังจากการมาของธนาคารต่างชาติ เช่น บีทีเอ็มยู และซีไอเอ็มบี รวมไปถึงสโกเทียนั้น ธนาคารทหารไทยก็มีผู้ถือหุ้นเป็นต่างชาติเช่นกัน แต่ในแง่ของการแข่งขันต้องมาดูว่า ถ้าจะแข่งขันด้านราคาจริงๆ ธนาคารนอกจะสู้ธนาคารท้องถิ่นไหวหรือไม่ ต้นทุนทางการเงินเป็นอย่างไร

ทั้งนี้การจะเป็น Regional Bank ต้องตอบให้ชัดเจนว่าจะนำเสนออะไรให้แก่ลูกค้า ที่ธนาคารท้องถิ่นเสนอให้ไม่ได้ ซึ่งหากตอบคำถามนี้ไม่ได้ มีโอกาสที่จะเจ๊งสูง ส่วนการรองรับลูกค้าข้ามประเทศจะเสนอสิ่งใดที่แตกต่าง หากเป็นการโอนเงินไม่ว่าธนาคารใดก็ทำได้ หรือการปล่อยสินเชื่อก็ยังมีกฎของธนาคารกลางประเทศนั้นๆ คุมอยู่

“การเปิดสาขาในไทยของธนาคารต่างชาติมองว่าเป็นภาพพจน์มากกว่าความจำเป็น เพราะสาขาต่างประเทศไม่มีความหมายเลย ทำอะไรก็ไม่ได้ ยิ่งมีเพียง 1 สาขาต่างประเทศจะทำอะไรได้ ระบบก็เล็กกว่าธนาคารไทย ทั้งซอฟต์แวร์ รวมไปถึงคอร์แบงก์กิ้ง”

สำหรับการแข่งขันในระยะยาว “ทุกคนเอาจุดแข็งตัวเองให้เป็นประโยชน์” แน่นอนว่า ธนาคารขนาดใหญ่จะได้เปรียบจากการที่ต้นทุนทางการเงินที่ต่ำ เพราะมีปริมาณเงินฝากออมทรัพย์และกระแสรายวัน (CASA) จำนวนมาก ขณะที่ธนาคารทหารไทยยังถือเป็นธนาคารขนาดกลาง อันดับ 6-7 ต้องมุ่งเน้นการบริหารต้นทุนให้ดี

อย่างไรก็ตาม ด้วยความเป็นธนาคารขนาดกลางก็มีความได้เปรียบตรงที่มีความคล่องตัว สามารถออกผลิตภัณฑ์ได้เร็ว โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ทางการเงินในรูปแบบใหม่ที่ลูกค้าต้องการ และหาไม่ได้จากธนาคารขนาดใหญ่ ซึ่งส่วนนี้ธนาคารที่มีขนาดกลางทำได้เร็วกว่า ขณะที่ธนาคารขนาดใหญ่จะมีอุปสรรคมากกว่า

บุญทักษ์ยังมองภาวะเศรษฐกิจโลกว่าฟื้นตัวดีขึ้น โดยเฉพาะสหรัฐ เห็นได้จากตัวเลขจีดีพีที่โตมากกว่าประเทศไทยอีก ส่วนธนาคารกลางสหรัฐยังไม่น่ารีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพราะอัตราเงินเฟ้อไม่สูงอย่างที่คาดหลังจากราคาน้ำมันปรับลดลง ทำให้ประเมินจากเดิมเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยกลางปี 2558 คงเลื่อนไปเป็นปลายปี 2558

ญี่ปุ่นมองว่าการส่งออกไม่น่าจะดีมาก และคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นก็คือ จีน เศรษฐกิจจีนกำลังซบเซา ส่งผลให้สินค้าเกษตรทั่วโลกประสบปัญหาราคาตกต่ำ กระทบมายังประเทศไทยด้วย เพราะ 40% ของประชากรไทยทำอาชีพเกษตรกรรม แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีผลต่อจีดีพีถึง 70% แต่ไทยยังโชคดีที่มีการค้าชายแดนเข้ามาพยุง

สำหรับภาคเอกชนและสถาบันการเงินไทย มีการปรับตัวรองรับเศรษฐกิจได้ดี ตั้งแต่มีวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ทำให้ผู้ประกอบการ รวมทั้งบริษัทจดทะเบียนให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาลมากขึ้น แต่ที่ยังไม่ปรับคือราชการ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท