
ซ่อม พฤติกรรมการเงิน เก่า สร้าง พฤติกรรมการเงิน ใหม่
ในช่วงเวลาเริ่มต้นปีใหม่แบบนี้ เรามักจะใช้เป็นโอกาสดีที่จะเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ แก้ไขสิ่งเก่าๆ โดยเฉพาะพฤติกรรมทางการเงิน
ในช่วงเวลาเริ่มต้นปีใหม่แบบนี้ เรามักจะใช้เป็นโอกาสดีที่จะเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ แก้ไขสิ่งเก่าๆ โดยเฉพาะพฤติกรรมทางการเงิน เช่น ตั้งเป้าหมายว่า ปีนี้เราจะเลิกช็อปกระจายจ่ายไม่อั้น แล้วเปลี่ยนมาเป็นเก็บออมและลงทุน
แต่ก็เหมือนทุกๆ ปีที่ผ่านมา คือ สุดท้ายแล้วเราก็ไม่สามารถซ่อมพฤติกรรมการเงินเก่าๆ แล้วสร้างพฤติกรรมการเงินใหม่ๆ ให้ได้ตลอดรอดฝั่ง เพราะมันฝังรากลึกในสมองจนกลายเป็น “นิสัย” ของเราไปแล้ว
พฤติกรรมทางการเงินหลายอย่างที่เราคิดว่า เราเป็นคนตัดสินใจที่จะทำหรือไม่ทำพฤติกรรมอันนั้น จริงๆ แล้วเราไม่ได้ตัดสินใจ แต่มันเป็นแบบอัตโนมัติโดยที่เราไม่ทันจะรู้ตัว
ชาร์ลส์ ดูฮิกก์ ผู้เขียนหนังสือชื่อ The Power of Habit (มีแปลเป็นภาษาไทยเรียบร้อยแล้วชื่อเรื่อง “สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้วยนิสัยแค่ 1%” โดยสำนักพิมพ์วีเลิร์น) บอกว่า...
แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ และสามารถเปลี่ยนได้ในเวลาอันสั้น แต่ถ้าเราตั้งใจและมุ่งมั่นมากพอ ไม่ว่ามันจะยากและนานแค่ไหน เราก็สามารถเปลี่ยนนิสัยของเราได้ทั้งนั้น
และเหมือนเขาจะเข้าใจด้วยว่า การจะทำให้ “ปณิธานทางการเงิน” ในปีใหม่นี้ไม่ล่มเหมือนปีที่ผ่านๆ มาก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เขาจึงสรุปออกมาเป็นหัวข้อพิเศษ 2 หัวข้อ (ใน charlesduhigg.com) สำหรับการเริ่มต้นปีใหม่ พร้อมกับทำเป็นแผนผังแนวทางสร้างนิสัยเอาไว้ด้วย
โดยมี 4 ขั้นตอนที่จะช่วยแก้ไขนิสัยเก่า และสร้างนิสัยใหม่
1.รู้จัก ‘วงจรแห่งนิสัย’
ชาร์ลส์ บอกว่า นิสัยคนเราเกิดจากปัจจัย4 อย่าง คือ สิ่งกระตุ้น กิจกรรมที่ทำเป็นประจำ (กิจวัตร) รางวัล และความโหยหาที่เป็นตัวผลักดัน โดยทั้ง 4 ปัจจัยนี้จะส่งผลต่อกันเป็น “วงจรแห่งนิสัย”
“ถ้าคุณต้องการจะเข้าใจนิสัยของตัวเอง ก็ต้องมองให้ออกว่า วงจรแห่งนิสัยของคุณมีองค์ประกอบอะไรบ้าง และเมื่อวิเคราะห์ได้แล้ว ถึงจะสามารถสร้างกิจวัตรใหม่ๆ ขึ้นมาแทนที่ได้”
แต่เขาก็ยอมรับว่า นิสัยบางอย่างอาจจะวิเคราะห์และเปลี่ยนแปลงได้ง่าย แต่บางอย่างก็อาจจะยาก และใช้เวลานานกว่าที่จะค้นพบและเปลี่ยนแปลง
ชาร์ลส์ แนะนำให้เราวาดภาพวงจรแห่งนิสัย (ที่เราต้องการจะเปลี่ยนแปลง) ขึ้นมาก่อนว่า อะไรคือกิจวัตร หรือสิ่งที่เราทำเป็นประจำ และอะไรคือสิ่งที่เข้ามากระตุ้นให้เราทำกิจวัตรอันนั้น และเมื่อเราทำกิจวัตรนั้นแล้ว เราจะได้รางวัลอะไรเป็นสิ่งตอบแทน
เขายกตัวอย่าง “วงจรนิสัย (เสีย)” อย่างหนึ่งของเขาว่า ทุกวันตอนบ่ายเขาจะต้องเดินไปซื้อคุกกี้ที่โรงอาหาร จนทำให้น้ำหนักเขาพุ่งพรวด และเขาก็พยายามจะเลิกนิสัยนี้ โดยการแปะกระดาษโน้ตไว้เตือนตัวเองว่า อย่ากินคุกกี้
แต่ก็พอจะเดาได้ว่า มันไม่ได้ผล
ในกรณีนี้ กิจวัตรของเขา คือ ลุกจากโต๊ะทำงานตอนบ่าย เดินไปโรงอาหาร ซื้อคุกกี้ และพูดคุยกับเพื่อน
สิ่งที่เขาคิดว่า มันคือสิ่งกระตุ้น คือ ความหิว ความเบื่อ ต้องการอาหารหวาน หรืออยากหยุดพัก
รางวัลที่เขาได้รับจากการทำกิจวัตรนี้ คือ คุกกี้ การพัก การพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน หรือพลังงานจากการกินอาหารหวาน
2.ตามหาสิ่งกระตุ้น
แม้ว่าเขาจะเดาได้ว่าสิ่งที่กระตุ้นให้เขาทำกิจวัตรมันอาจจะเป็นความหิว ความเบื่อ ต้องการอาหารหวาน หรือแค่อยากหยุดพักสักครู่
แต่เพื่อให้รู้แน่ชัดว่าอะไรคือสิ่งกระตุ้นที่แท้จริง ที่ทำให้เขาต้องลุกออกจากโต๊ะทำงานเดินไปซื้อคุกกี้ที่โรงอาหารทุกวันตอนบ่าย ชาร์ลส์แนะนำให้พวกเราสวมบท “นักวิทยาศาสตร์” ที่กำลังเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อทำงานวิจัย ซึ่งก็คือนิสัยของเราเอง
ชาร์ลส์ บอกว่า เรามักจะมองไม่ค่อยเห็นสิ่งกระตุ้นที่เข้ามาผลักดันนิสัยของเรา เพราะมันมีข้อมูลเข้ามามากมายตอนที่นิสัยเราปรากฏออกมา แต่โดยทั่วไปแล้ว สิ่งกระตุ้นส่วนใหญ่จะแบ่งได้เป็น 5 หมวดใหญ่ๆ เท่านั้น ได้แก่
เวลา (ทำพฤติกรรมนั้นตอนกี่โมง)
สถานที่ (ตอนนั้นเราอยู่ที่ไหน)
คนอื่น (มีใครอยู่ในบริเวณนั้นบ้าง)
การกระทำก่อนหน้า (ก่อนหน้านั้นเราทำอะไรอยู่)
อารมณ์ความรู้สึก (เรารู้สึกอย่างไร)
ดังนั้น ถ้าต้องการสืบหาสิ่งกระตุ้นนิสัยที่เราต้องการจะเปลี่ยนแปลงก็ต้องตอบคำถาม 5 ข้อนี้ทันทีที่รู้สึกได้ถึงแรงกระตุ้น เหมือนที่เขาจดข้อมูลเอาไว้ตอนที่พยายามจะวิเคราะห์นิสัยเสียของเขา
ในระหว่างที่เรากำลังสวมบทนักวิทยาศาสตร์อยู่นี้ เรายังไม่ต้องพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงอะไร เพราะเราจะทำหน้าที่ “ติดตาม” ดูพฤติกรรมของเราเท่านั้น
หลังจากเขาติดตามดูสิ่งกระตุ้นไปเพียงไม่กี่วัน เขาก็เริ่มรู้แล้วว่า สิ่งกระตุ้นอันไหนที่ทำให้เขาต้องลุกจากโต๊ะไปซื้อคุกกี้ นั่นคือ ช่วงเวลา เพราะไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหน รู้สึกอะไร อยู่กับใคร และทำอะไรก่อนหน้านั้น แต่เวลาประมาณ 15.00-16.00 น. เขาจะรู้สึกอยากกินคุกกี้
3.ทดสอบรางวัลแบบต่างๆ
แม้ว่าจะรู้แล้วว่า อะไรคือสิ่งกระตุ้นให้เราทำนิสัยแย่ๆ แต่นั่นยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เราปรับเปลี่ยนนิสัยนั้นได้ ชาร์ลส์ บอกว่า ขั้นตอนจากนี้ คือ เราต้องหาให้ได้ว่า อะไรคือรางวัลที่เราจะได้จากการทำกิจวัตรนั้นแล้ว หรือเราอยากได้อะไรเป็นการตอบแทน หรืออะไรคือสิ่งที่เป็นตัวผลักดันให้เราทำกิจกรรมนั้น
และเช่นเดียวกับการค้นหาสิ่งกระตุ้น การค้นหารางวัลที่เราต้องการที่แท้จริง เราก็ต้องทำตัวเป็นแค่นักวิทยาศาสตร์ที่กำลังรวบรวมข้อมูล โดยที่ยังไม่ต้องคิดจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใดๆ เลย
ย้อนกลับมาที่การทดสอบของชาร์ลส์ เขาใช้เวลา 5 วันในการเปลี่ยน “รางวัล” ที่เขาจะได้รับ เพื่อหาว่า เขาโหยหาคุกกี้ หรือการพักผ่อน
วันแรก เขาออกไปเดินเล่นและกลับมาโดยไม่ได้กินอะไรเลย
วันที่สอง เขาเดินไปโรงอาหารซื้อโดนัทมากินที่โต๊ะทำงาน
วันที่สาม เขาเดินไปโรงอาหารซื้อแอปเปิ้ล และกินขณะยืนคุยกับเพื่อน
วันที่สี่ เขาเปลี่ยนเป็นซื้อกาแฟ
วันที่ห้า เขาไม่ได้เดินไปโรงอาหาร แต่เดินไปคุยกับเพื่อนแล้วกลับมาที่โต๊ะทำงาน
หลังจากการทดสอบรางวัลในแต่ละแบบเสร็จแล้ว ชาร์ลส์ แนะนำให้จด 3 สิ่งแรก หรือ 3 คำแรกที่เข้ามาในหัว (ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม) จากนั้นให้ตั้งเวลาไว้ 15 นาที เมื่อครบแล้วให้ถาม
ตัวเองว่า ยังอยากกินคุกกี้อีกไหม หรือยังต้องการรางวัลแบบเดิมอยู่ไหม เพราะมันจะช่วยบอกได้ว่า อะไรคือสิ่งที่เราโหยหาอย่างแท้จริง
เช่น ถ้าเรากินโดนัทมาแล้ว แต่ 15 นาทีต่อมาเรายังอยากกินคุกกี้ แสดงว่าเราไม่ได้อยากได้อาหารหวาน หรือถ้าเราคุยกับเพื่อน หรือพักผ่อนสักครู่แล้วก็กลับมาทำงานได้อย่างสบายใจ โดยไม่ได้อยากกินคุกกี้อีกแสดงว่ารางวัลที่เราต้องการจริงๆ คือการพักผ่อน
4.จัดทำแผน
เมื่อเรารู้แล้วว่า “วงจรแห่งนิสัย” ของเราเป็นอย่างไร กิจวัตรของเราเป็นแบบไหน อะไรคือสิ่งกระตุ้นให้เกิดนิสัยแย่ๆ และรางวัลที่เราจะได้รับคืออะไร ชาร์ลส์ บอกว่า เพียงแค่นี้ก็ทำให้การเปลี่ยนนิสัยของเราเป็นเรื่องง่ายแล้ว
เพราะสูตรสำเร็จของนิสัย คือ เมื่อเรามองเห็นสิ่งกระตุ้น เราจะทำตามกิจวัตร เพื่อให้ได้รับรางวัล
ดังนั้น ความพยายามในการเปลี่ยนนิสัย ก็ต้องแก้ไขสูตรสำเร็จอันนี้ให้ได้ แต่การแก้ไขที่จะได้ผลดีจะต้องเขียนออกมาเป็น “แผนการ”
“ผมรู้แล้วว่า กิจวัตรของผมคือการไปโรงอาหาร ซื้อคุกกี้ และยืนคุยกับเพื่อน และผลการทดสอบทำให้ผมรู้ว่า ผมไม่ได้โหยหาคุกกี้ แต่ต้องการพักและพูดคุยกับเพื่อน ผมจึงเขียนแผนการขึ้นมา”
และนี่คือแผนการของชาร์ลส์
เวลา 15.30 น. ของทุกวัน ผมจะเดินไปที่โต๊ะเพื่อนร่วมงานสักคน และคุยกันประมาณ 10 นาที
เขายอมรับว่า แผนการนี้ของเขาก็ไม่ทำให้เห็นผลในเวลารวดเร็ว แต่ทำให้เขาเลิกกินคุกกี้ ตัวการที่ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น โดยที่เขายังรู้สึกดีอยู่ได้
ทีนี้ก็มาถึงแผนการหรือปณิธานปีใหม่ของเราที่จะแก้ไขพฤติกรรมการเงินเก่าๆ และสร้างพฤติกรรมการเงินใหม่ๆ ขึ้นมา
ถ้าปีนี้เราตั้งใจจะเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายแบบฟุ่มเฟือยของเรา เราก็ต้องเริ่มจากการค้นหา “วงจรแห่งนิสัย” ระบุให้ได้ว่า กิจวัตรที่เกิดขึ้นคืออะไร อะไรคือสิ่งกระตุ้น อะไรคือรางวัล จากนั้นเราก็เขียนแผนที่จะเปลี่ยนกิจวัตรของเรา โดยอาจจะไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนสิ่งกระตุ้นและรางวัลก็ได้
เช่น ถ้าสิ่งกระตุ้นให้เราออกไปช็อปกระจาย (กิจวัตร) คือ ความเศร้า และรางวัลคือความสบายใจ เราก็แค่เปลี่ยนไปทำกิจวัตรอื่นๆ เมื่อเศร้า เพื่อให้ได้ความสบายใจเป็นรางวัล
หรือถ้าปีนี้เราต้องการเริ่มต้นนิสัยการออม เราก็นำขั้นตอนนี้ไปปรับใช้ และอาจจะเขียนแผนสำหรับการออมไว้ว่า เมื่อเงินเดือนออก ฉันจะนำเงินไปออมและลงทุน 20% ของเงินเดือน เพื่อให้มีเงินพอใช้ในวัยเกษียณ
ลองดูที่แผนผัง “แนวทางสร้างนิสัย” จะทำให้เห็นภาพวิธีการและขั้นตอนในการเปลี่ยนแปลงและสร้างนิสัยทางการเงินใหม่ (สามารถนำไปใช้ในการเปลี่ยนและสร้างนิสัยแบบใดก็ได้) เพียงแค่รู้ว่า นิสัยแย่ๆ แม้จะเปลี่ยนได้ยาก แต่ไม่ใช่ว่าจะแก้ไขไม่ได้ ถ้าเราตั้งใจจริง







