
หุ้นปี’57แจกกำไร 15.32%
ในปี 2557 การลงทุนในตลาดหุ้นยังให้ผลตอบแทนที่ดี แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจจะชะลอตัวแรงโดยคาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)
ในปี 2557 การลงทุนในตลาดหุ้นยังให้ผลตอบแทนที่ดี แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจจะชะลอตัวแรงโดยคาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จะขยายตัวไม่ถึง 1% ก็ตาม จากการส่งออกแย่กว่าที่คาดการณ์ ในบางช่วงอาการหนักถึงขั้นโตติดลบก็ตาม รวมถึงราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะปรับตัวลแรงมากกว่า 40% จากปีก่อน และมีผลต่อเนื่องถึงกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานเพราะมีขาดทุนจากสต๊อก
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) รายงานว่า ในปี 2557 ดัชนีหุ้นปิดที่ระดับ 1,497.67 จุด ให้อัตราผลตอบแทนแก่ผู้ลงทุนถึง 15.32% เมื่อเปรียบเทียบดัชนีหุ้นสิ้นปีก่อนปิดที่ระดับ 1,298.71 จุด แม้ว่าระหว่างปีจะขึ้นไปทดสอบระดับ 1,600 จุด ตั้งหลายครั้งก็ตาม และมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) เพิ่มขึ้น 20.52% คิดเป็น 2,359,518.14 ล้านบาท มาอยู่ที่ระดับ 13,856,283.31 ล้านบาทในสิ้นปี โดยตลาดซื้อขายด้วยพี/อีเฉลี่ย 17.81 เท่า อัตราผลตอบแทนเงินปันผล 2.94% เทียบกับปี 2556 ซื้อขายที่พี/อี 14.60 เท่า ผลตอบแทนเงินปันผล 3.24%
ทางด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันได้สร้างสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อปี 2518 ด้วยจำนวน 102,662.94 ล้านบาท เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2557 แต่การซื้อขายเฉลี่ยทั้งปีกลับลดลง 13.45% เหลือเพียง 41,604.81 ล้านบาท เทียบกับมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่ 48,070.25 ล้านบาท ในปี 2556
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิต่อเนื่อง 36,584 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่ถล่มขายรุนแรงกว่า 193,911 ล้านบาท รายย่อยก็ขายเช่นกัน 38,421 ล้านบาท พลิกจากปี 2556 ที่ซื้อไว้ 87,470 ล้านบาท เช่นเดียวกับพอร์ตบริษัทหลักทรัพย์ที่ขายออก 1,722 ล้านบาท กลับมาซื้อสุทธิในปีนี้ 3,581 ล้านบาท สถาบันไทยซื้อหนักมือถึง 71,423 ล้านบาท จากที่เคยเก็บไว้มากถึง 108,163 ล้านบาท ในปี 2556
S&P เตือนอสังหาฯ-ประกันชีวิตเสี่ยง
บริษัท สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ เรตติ้ง เซอร์วิสเซส (S&P) ได้จัดอันดับเครดิตของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และประกันชีวิตในไทยว่ามีความเสี่ยงระดับกลางสะท้อนความเสี่ยงประเทศไทย จากความเสี่ยงเศรษฐกิจ ความเสี่ยงด้านการเมือง ความเสี่ยงจากระบบการเงิน วัฒนธรรมการใช้จ่าย และกฎเกณฑ์รวมถึงกฎหมาย
ทั้งนี้ มีการพิจารณากลุ่มประกันชีวิตจากอัตราการเติบโตที่คาดหวังและความสามารถในการทำกำไร (จากผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น) พร้อมกันนี้มีการประเมินจากความเสี่ยงด้านผลิตภัณฑ์ มีความเป็นกลางต่ออุปสรรคและการเข้ามาของคู่แข่งขัน นอกจากนั้นการดำเนินงานและความยั่งยืนขององค์กรแข็งแกร่ง
‘วิศิษฐ์’ บิ๊กทรีนีตี้เปิดปัจจัยบวก-ลบปี’58
วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นในปี 2558 ในช่วงต้นปีน่าจะยังคงได้รับผลดีจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง และคาดว่าน้ำมันน่าจะยังคงอยู่ในระดับต่ำไปอีกประมาณ 6-7 เดือน จึงมีโอกาสที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงได้
“ตลาดหุ้นยังจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนได้เพราะจากสถิติราคาน้ำมันดิบที่ลดลงกว่า 30% ต่อเนื่องกินเวลานาน 6-7 เดือนจะส่งผลให้ดัชนีหุ้นเพิ่มขึ้นประมาณ 13% ในเวลา 7 เดือนหลังจากนั้น ส่วนแนวโน้มของดัชนีตลาดหุ้นจะเป็นลักษณะ M Shape และจะเริ่มเห็นการวิ่งขึ้นในไตรมาสแรก แต่ต้องระมัดระวังการไถ่ถอนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ LTF ในช่วงวันที่ 15 ม.ค. 2558 จะมีวงเงิน 8,000-1 หมื่นล้านบาท”
รับเหมาฯ อนาคตสดใส
ภาคภูมิ ศรีชำนิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจก่อสร้างปี 2558 คาดว่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นทั้งงานของภาครัฐและเอกชน โดยรัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านทางการลงทุน ทำให้โครงการต่างๆ ออกมาเป็นจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า รถไฟ ทางหลวงและการขยายสุวรรณภูมิ ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจก่อสร้างโดยรวม
STEC ยังคงมุ่งมั่นในธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเป็นหลัก ไม่เน้นการลงทุนใดๆ ที่เป็นความเสี่ยงโดดเด็ดขาดเพราะยังเชื่อว่าตลาดงานก่อสร้างในประเทศยังคงเพียงพอให้ทำธุรกิจไปได้อีกนาน ส่วนเป้าหมายในปี 2558 จะหางานเข้ามาเติมงานในมือ (ฺBacklog) ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท จากปี 2557 ที่มีงานในมือทั้งสิ้น 5.3 หมื่นล้านบาท ส่วนรายได้ในปี 2558 ณ วันนี้ มีงานที่จะส่งมอบในปี 2558 เท่ากับปี 2557 คือ 2.1 หมื่นล้านบาท แต่ถ้างานเข้ามาเร็วก็จะทำให้รายได้เติบโตขึ้น
สมาคมธุรกิจหลักทรัพย์เปิดแผนปี’58
ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย กล่าวว่า ในปี 2558 ได้กำหนดขอบเขตงานที่ต้องการจะผลักดัน เพื่อพัฒนาให้อุตสาหกรรมหลักทรัพย์เดินหน้าได้อย่างมั่นคง และยั่งยืนมี 4 เรื่อง
1.สมาคมต้องการผลักดันให้บริษัทหลักทรัพย์ขยายขอบเขตการทำธุรกิจไปสู่ตลาดตราสารหนี้ให้เพิ่มมากกว่าในปัจจุบัน โดยต้องการให้โบรกเกอร์เข้าไปมีบทบาทช่วยพัฒนาในการออกหุ้นกู้ เจาะกลุ่มบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กหุ้นกู้ขนาด 500-2,000 ล้านบาท
2.สมาคมจะว่าจ้างอาจารย์จากจุฬาลงกรณ์ให้เข้ามาศึกษาถึงระดับต้นทุนของโบรกเกอร์อีกครั้ง และจะประกาศอัตราคอมมิชชั่นแนะนำใหม่ เพื่อให้คนในอุตสาหกรรมได้ตระหนักถึงต้นทุนในการทำธุรกิจ และเกรงว่าในปี 2558 โบรกเกอร์จะแข่งขันด้านราคาจนลึมนึกถึงระดับต้นทุนอาจก่อให้เกิดผลขาดทุนได้
3.ก้าวสู่ Digital Industry เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการพัฒนาประเทศ
4.การเตรียมตัวให้พร้อมเปิดรับกับการเปิดเสรีอาเซียน ขณะนี้ทุกคนมุ่งการทำธุรกิจไปยังกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง (GMS) ในส่วนของอุตสาหกรรมหลักทรัพย์จะต้องตอบโจทย์ GMS ด้วย ขณะนี้มีโบรกเกอร์ไทยเข้าไปหาโอกาสทางธุรกิจในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านและบางแห่งได้ขอความช่วยเหลือทางสมาคมให้ช่วยศึกษาต้นทุนการทำธุรกิจต่างประเทศ







