
หุ้นเคลื่อนไหวเป็น M shape คาดพีกสุดไตรมาส3
"วิศิษฐ์" มองแนวโน้มตลาดหุ้นในปี 2558 ยังจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนได้
"วิศิษฐ์" มองแนวโน้มตลาดหุ้นในปี 2558 ยังจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนได้เพราะจากสถิติราคาน้ำมันดิบที่ลดลงกว่า 30% ต่อเนื่องกินระยะเวลานานเกินกว่า 6-7 เดือน จะส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นประมาณ 13% ในระยะเวลา 7 เดือนหลังจากนั้นและการเพิ่มขึ้นของดัชนีหุ้นจะเป็นลักษณะเอ็มเชฟ (M Shape)
อย่างไรก็ตาม จะต้องระมัดวังการไถ่ถอนหน่วยลงทุนของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ประมาณ 8,000-1 หมื่นล้านบาท ในช่วงวันที่ 15 ม.ค. 2558
สำหรับปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวขึ้นคือ คาดการณ์ว่าในช่วงไตรมาสแรกธนาคารแห่งประเทศไทย จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง ซึ่งจะทำให้เกิด P/E Expansion หรือผลของดอกเบี้ยที่ลดลงจะทำให้คนกล้าที่จะเข้ามาลงทุนในตลาดทุนมากขึ้นและกล้าที่จะซื้อหุ้นในราคาที่แพงขึ้นด้วยและมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นประมาณ 76%
นอกจากนั้น บริษัทจดทะเบียน (บจ.) จะประกาศกำไรออกมาซึ่งคาดว่ากลุ่มที่จะมีการเติบโตที่ดีของกำไรงวดไตรมาสแรก คือ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง กลุ่มการเงิน รวมถึงให้จับตาหุ้นกลุ่มที่ได้รับผลดีจากราคาน้ำมันดิบที่ลดลง ซึ่งจะเริ่มเห็นผลในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2558 คือ กลุ่มรับเหมา กลุ่มการบิน และกลุ่มวัสดุก่อสร้าง ส่วนครึ่งปีหลังหุ้นกลุ่มน้ำมันจะดีขึ้น ซึ่งคาดว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวเพิ่มขึ้น และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่จะได้ดีจากการปล่อยสินเชื่อ
"หุ้นในไตรมาสแรกยังดีอยู่ แต่ในไตรมาส 2 จะมีโอกาสลดลงเนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลเรื่องการปรับดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลง หลังจากนั้นเม็ดเงินจะไหลออกจากตลาดตราสารหนี้เข้าตลาดทุนเพื่อหนีการสูญเสีย ทำให้ตลาดหุ้นจะขึ้นไปพีคในไตรมาส 3 ส่วนน้ำมันคาดว่าราคาจะฟื้นตัวอย่างน้อย 15% ในปี 2558"
กรณีที่รัฐบาลจะมีการลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟฟ้าทั้งบนดีและใต้ดินจะทำให้มีเม็ดเงินราว 2.4 แสนล้านบาท ออกมาในช่วงปี 2553-2562 ทั้งสายสีม่วง บางใหญ่-บางซื่อ สายสีน้ำเงิน สายสีเขียว และสายสีแดง) และส่วนต่อขยายอีก 3.6 แสนล้านบาท กลุ่มที่ได้ประโยชน์เป็นกลุ่มแรก คือ ธุรกิจเสาเข็ม เช่น บริษัท ไพลอน (PYLON) และบริษัท ซีฟโก้ (SEAFCO)
"วิศิษฐ์" กล่าวทิ้งท้ายว่า การลงทุนในตลาดหุ้นนักลงทุนจะต้องระมัดระวังปัจจัยเสี่ยงบ้าง โดยเฉพาะความเสี่ยงหางอ้วนเพราะหากเกิดขึ้นหุ้นจะทรุดลงแรง เช่น การเกิดภาวะฟองสบู่ในตลาดตราสารหนี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เศรษฐกิจรัสเสียตกต่ำ หรือเฟดอาจจะต้องขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดการณ์ รวมถึงสงคราวค่าเงิน เช่น ค่าเงินเยนต่อเหรียญสหรัฐ อ่อนไปที่ 140-150 เยน/เหรียญสหรัฐ







