
นายกฯหลักทรัพย์ไทย เปิดแผนงานปี ’58
ธุรกิจหลักทรัพย์ตลอดปี 2557 นับว่ามีประเด็นใหม่ๆ เข้ามาให้คนในวงการได้ถกได้แก้อยู่ตลอด เริ่มตั้งแต่ต้นปี บริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ต่างพูดถึงเรื่องผลของการเกิดโบรกเกอร์น้องใหม่ จนเกิดศึกชิงตัวเจ้าหน้าที่การตลาด (มาร์เก็ตติ้ง) จนฝุ่นตลบ
ธุรกิจหลักทรัพย์ตลอดปี 2557 นับว่ามีประเด็นใหม่ๆ เข้ามาให้คนในวงการได้ถกได้แก้อยู่ตลอด เริ่มตั้งแต่ต้นปี บริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ต่างพูดถึงเรื่องผลของการเกิดโบรกเกอร์น้องใหม่ จนเกิด
ศึกชิงตัวเจ้าหน้าที่การตลาด (มาร์เก็ตติ้ง) จนฝุ่นตลบ
ควันยังไม่ทันจางหายเกิดกระแสเก็งกำไรหุ้นขนาดเล็กจนสร้างความกังวลให้กับคนในอุตสาหกรรม เป็นผลให้หน่วยงานกำกับต้องปรับปรุงมาตรการสกัดหุ้นเก็งกำไร จนเป็นที่มาการประกาศใช้มาตรการ Trading Alert ในแต่ละประเด็นที่นำมายกตัวอย่างนั้น เป็นต้องมี “ภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ” เข้าไปมีส่วนร่วมช่วยให้หาทางออกในฐานะนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO)
“ภัทธีรา” กล่าวถึงงานของสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทยตลอดปี 2557 ที่ผ่านมาว่า ในช่วงครึ่งแรกของปีใช้เวลาไปกับการจัดการบุคลากรในธุรกิจหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นผลพวงจากการเปิดตัวของโบรกเกอร์น้องใหม่เข้ามาในช่วงจังหวะเวลาใกล้เคียงกัน จนก่อให้เกิดปัญหาขาดแคลนพนักงาน ทั้งในส่วนสนับสนุนงานหลังบ้าน (Back Office) และงานดูแลลูกค้า (Front)
ทางสมาคมได้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาด้วยการจัดงาน “Career Opportunities in Securitues Industry โอกาสทางวิชาชีพในธุรกิจหลักทรัพย์” เพื่อเปิดรับสมัครและอบรมบุคลากรในวิชาชีพหลักทรัพย์ เพื่อให้อุตสาหกรรมเดินหน้าได้และไม่ให้เกิดแรงกดดันในธุรกิจ ให้มีคนตื่นตัวในอุตสาหกรรมพร้อมไปกับการพัฒนาพนักงานที่มีอยู่
แต่พอเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของปี 2557 สมาคมกลับต้องใช้เวลาไปกับการคิดหามาตรการสกัดการเก็งกำไรหุ้นขนาดเล็ก ซึ่งมีการซื้อขายร้อนแรงจนสร้างความกังวลให้กับผู้เกี่ยวข้อง
“ในประเด็นนี้มีการดีเบตอย่างมากเพื่อหามาตรการดูแลหุ้นเก็งกำไร เพื่อไม่ให้กระทบต่อบรรยากาศการลงทุน จนออกมาเป็นมาตรการ Trading Alert คาดว่าคงจะใช้มาตรการนี้ไปอีกนาน โดยจะใช้ตามดีกรีความร้อนแรงของการซื้อขาย ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะไปเบรกให้เขาหยุดการซื้อขาย แต่เป็นการติดอาวุธให้กับตลาดจะได้มีมาตรการดูแลหุ้นร้อนแรงและหวังว่านักลงทุนรายย่อยจะไม่เข้าไปติดหุ้นเก็งกำไรเหล่านี้” นายกสมาคม กล่าว
ประเด็นเหล่านี้เป็นงานหลักที่ทางสมาคมได้ทุ่มเทตลอดปี 2557 และในปี 2558 นี่เอง ทางสมาคมตั้งเป้าหมายว่าน่าจะมีเวลามุ่งมั่นในการพัฒนาอุตสาหกรรมหลักทรัพย์ได้เป็นเนื้อเป็นหนังมากกว่าปีที่ผ่านมา โดยได้กำหนดขอบเขตของงานที่ต้องการจะผลักดัน เพื่อพัฒนาให้อุตสาหกรรมหลักทรัพย์เดินหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งมีอยู่ 4 เรื่องด้วยกัน
1.สมาคมต้องการผลักดันให้บริษัทหลักทรัพย์ขยายขอบเขตการทำธุรกิจไปสู่ตลาดตราสารหนี้ให้เพิ่มมากกว่าในปัจจุบัน ซึ่งมุ่งเน้นแต่ธุรกิจหลักทรัพย์เพียงอย่างเดียว โดยต้องการให้โบรกเกอร์เข้าไปมีบทบาทช่วยพัฒนาในการออกหุ้นกู้ เจาะกลุ่มบริษัทกลางและขนาดเล็กหุ้นกู้ขนาด 500-2,000 ล้านบาท เพราะแม้ว่าทางธนาคารพาณิชย์จะเป็น
เจ้าตลาดครองตำแหน่งผู้ออกหุ้นกู้ให้กับบริษัทเอกชน แต่ส่วนใหญ่จะจับตลาดในส่วนของผู้ประกอบการขนาดใหญ่ จนไม่มีเวลาลงมาแตะหุ้นกู้เอกชนขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งทางสมาคม
เห็นว่าน่าจะเป็นกลุ่มลูกค้าที่ทางโบรกเกอร์น่าจะเข้าไปมีส่วนช่วยพัฒนา
นอกจากจะช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้มีช่องทางในการระดมทุนแล้ว ยังจะช่วยสร้างธุรกรรมให้กับบรรดาโบรกเกอร์อีกด้วย“ทางสมาคมเองได้ประสานงานให้ทางสมาคมตราสารหนี้ (ThaiBMA) เข้ามาช่วยสนับสนุนด้านข้อมูลและเราต้องสร้างรูปแบบเน็ตเวิร์กในการซื้อขาย หนุน Bond Desk ระดับโบรกเกอร์ให้เกิด สนับสนุนให้โบรกเกอร์เป็นที่ปรึกษาในการออกหุ้นกู้ให้กับบริษัทขนาดกลาง หลังจากนั้นต้องร่วมกันช่วยผลักดันการซื้อขายตลาดรองให้เกิด” นายกสมาคม กล่าว
“ภัทธีรา” กล่าวว่า เราต้องหาอะไรใหม่ๆ เพิ่มเติมให้กับธุรกิจหลักทรัพย์ โบรกเกอร์ที่มีความพร้อมจะสามารถทำธุรกิจได้มากขึ้นและจะมุ่งไปในเส้นทางที่ถนัดตามความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกันออกไป ภาพของธุรกิจหลักทรัพย์จะเริ่มเปลี่ยนไป โบรกเกอร์บางแห่งจะเป็นเวลธ์ บางแห่งเป็นออนไลน์มีโปรแกรมเทรดให้บริการลูกค้าอย่างครบครัน ดังนั้นโบรกเกอร์รายใหม่ที่จะเข้ามาบุกเบิกทำธุรกิจหลักทรัพย์จะต้องคิดให้ดี ต้องมีจุดขายของตัวเอง ไม่เช่นนั้นจะทำธุรกิจได้ยาก พอขายของไม่ได้ก็หันกลับไปใช้กลยุทธ์ลดราคา ซึ่งมองว่าไม่ใช่แนวทางที่จะพัฒนาอุตสาหกรรม
2.สมาคมจะว่าจ้างอาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้เข้ามาศึกษาถึงระดับต้นทุนของโบรกเกอร์อีกครั้ง และจะประกาศอัตราคอมมิชชั่นแนะนำใหม่ เพื่อให้คนในอุตสาหกรรมได้ตระหนักถึงต้นทุนในการทำธุรกิจ สืบเนื่องมาจากผลจากการแข่งขันทางด้านราคาซึ่งยังคงมีให้เห็นกันอยู่ จนทำให้ค่าคอมมิชชั่นโดยเฉลี่ยของธุรกิจหลักทรัพย์ลดลงเรื่อยๆ จนขณะนี้อยู่ในช่วง 0.14-0.15% จากก่อนหน้านี้ 0.18-0.19% แต่ก็ไม่ได้สร้างความกังวลให้กับสมาคมมากนัก เพราะมูลค่าการซื้อขายของตลาดหุ้นไทยก็ได้ปรับเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน แต่เกรงว่าในปี 2558 โบรกเกอร์จะแข่งขันด้านราคาจนลึมนึกถึงระดับต้นทุนของตัวเอง อาจก่อให้เกิดผลขาดทุนได้
“ต้นทุนทำธุรกิจของโบรกเกอร์ทุกวันนี้สูงขึ้น เพราะระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา โบรกเกอร์ลงทุนระบบไอทีใหม่ไปจำนวนมาก ท่ามกลางค่าแรงพนักงานก็สูงด้วย ทำให้สมาคมมีแนวคิดจะว่าจ้างสถาบันการศึกษาตัวกลางที่มีความน่าเชื่อถือเข้ามาศึกษาต้นทุนของอุตสาหกรรม และกำหนดอัตราคอมมิชชั่นแนะนำใหม่ให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โบรกเกอร์จะได้รู้ว่าต้นทุนตัวเองอยู่ระดับไหน หากลดราคามากเกินระดับต้นทุนจะมีโอกาสขาดทุนสูง” ภัทธีรา กล่าว
3.ก้าวสู่ Digital Industry เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการพัฒนาประเทศ ทางสมาคมได้เริ่มจัดตั้งคณะทำงานเพื่อมาศึกษาว่าธุรกิจหลักทรัพย์ในส่วนใดสามารถจัดให้เป็นดิจิทัลได้ เช่น การยืนยันข้อมูลการซื้อขายกับลูกค้า อาจจะปรับไปใช้ระบบดิจิทัลจากปัจจุบันนี้ใช้กระดาษ แต่ในบางส่วน อย่างเช่น ใบกำกับภาษี ตามกฎหมายต้องใช้กระดาษ แต่ขณะนี้ทางสมาคมอยู่ระหว่างขออนุญาตจากกรมสรรพากรจะใช้ผ่านดิจิทัลแทน หากทางกรมสรรพากรอนุญาตจะทำให้ลูกค้ามีทางเลือก
4.การเตรียมตัวให้พร้อมเปิดรับกับการเปิดเสรีอาเซียน ขณะนี้ทุกคนมุ่งการทำธุรกิจไปยังกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง (GMS) ในส่วนของอุตสาหกรรมหลักทรัพย์เอง จะต้องตอบโจทย์ GMS อย่างไร และขณะนี้เริ่มเห็นโบรกเกอร์ไทยบางแห่งเริ่มเข้าไปหาโอกาสทางธุรกิจในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้บ้างแล้ว ทุกคนต่างเริ่มเข้าไปสำรวจมองหาความเป็นไปได้ทางธุรกิจ และมีโบรกเกอร์บางแห่งได้ขอความช่วยเหลือมายังทางสมาคมอยากให้ช่วยศึกษาต้นทุนในการทำธุรกิจต่างประเทศ ข้อมูลในการทำธุรกิจต่างประเทศนับเป็นเรื่องดีที่ทางโบรกเกอร์เริ่มมีการตื่นตัวในเรื่องนี้
มองว่าโบรกเกอร์เองต้องทำตัวเองให้พร้อมเพื่อให้เป็นศูนย์กลางการทำธุรกรรมใน GMS ดังนั้นคนของเราต้องมีคุณภาพเพื่อไปสู้กับ GMS และขั้นต่อไปคือระดับอาเซียน ที่จะต้องสู้กับมาเลเซียและสิงคโปร์
“เท่าที่เฝ้าดูพัฒนาการของโบรกเกอร์จะแบ่งออกเป็น 2 ทาง ทางแรก เป็นกลุ่มโบรกเกอร์สามารถโตในระดับสากลแข่งกันกับมาเลเซียและสิงคโปร์ และอีกกลุ่มจะเน้นไปทางกลุ่มประเทศ
ลุ่มน้ำโขงไปแบบลูกทุ่ง มีตลาดสำหรับทุกคน” นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย กล่าว
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะไปทางไหนขอย้ำให้โบรกเกอร์ไทยก้าวไปแบบมีความเป็นมืออาชีพ ขอให้เล่นตามกติกามารยาท เพราะธุรกิจในต่างประเทศนั้นจะต้องมีเครดิต







