
แบงก์โลกชี้ช่องไทย พ้นกับดักรายได้ปานกลาง
หลังจากที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยเติบโตต่ำกว่าศักยภาพมาหลายปีติดต่อกัน โดยปี 2556 ขยายตัว 2.9% ส่วนปี 2557 ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดว่าจะโตเพียง 0.8% ขณะที่ปี 2558 หวังว่าจะโต 4% ซึ่งก็ยังต่ำกว่าศักยภาพเศรษฐกิจไทยที่ควรจะโตเฉลี่ยปีละ 4-5%
หลังจากที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยเติบโตต่ำกว่าศักยภาพมาหลายปีติดต่อกัน โดยปี 2556 ขยายตัว 2.9% ส่วนปี 2557 ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดว่าจะโตเพียง 0.8% ขณะที่ปี 2558 หวังว่าจะโต 4% ซึ่งก็ยังต่ำกว่าศักยภาพเศรษฐกิจไทยที่ควรจะโตเฉลี่ยปีละ 4-5%
อัตราการเติบโตที่ต่ำดังกล่าว ทำให้เกิดความกังวลว่าไทยจะหลุดพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) ไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงได้อย่างไร
กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) สำนักงานประเทศไทย กล่าวว่า ช่องทางที่จะพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางได้ เศรษฐกิจไทยต้องขยายตัวอย่างน้อย 5-6% ติดต่อกัน 20-30 ปี จึงจะยกระดับรายได้ประชากรให้สูงกว่า 1.2 หมื่นเหรียญสหรัฐ/คน/ปี จากปัจจุบันที่อยู่ที่ 5,000 เหรียญสหรัฐ/คน/ปีได้ แตกต่างจากญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไต้หวัน เกาหลีใต้ ที่ใช้เวลาไม่เกิน 1 ช่วงอายุคน หรือประมาณ 60 ปี ก็สามารถก้าวข้ามจากประเทศรายได้ปานกลางไปเป็นประเทศที่รายได้สูงได้
อย่างไรก็ตาม ในปี 2558 ธนาคารโลกคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโต 3.8-4% แม้จะดีกว่าปี 2557 ที่จะโต 1-1.5% แต่ก็ไม่ถือว่าสูง เพราะมีปัจจัยลบจากระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 82-83% ของจีดีพี ฉุดให้เศรษฐกิจไม่สามารถพึ่งการบริโภคภายในได้
ด้วยเหตุนี้ หากไทยต้องการก้าวพ้นการเป็นประเทศรายได้ปานกลางได้ ก็จำเป็นต้องปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถขยายตัว 5-6% อย่างต่อเนื่องได้
กิริฎา ระบุว่า การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยสามารถทำได้ คือ 1.ปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมที่ไทยไม่ได้ปรับมานานทำให้ยังผลิตของเดิมอยู่ ทำให้การส่งออกมีมูลค่าลดลง เนื่องจากสินค้าไทยไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดี เห็นได้จากสินค้าไทยยังเป็นฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ เครื่องแฟกซ์ ยางพารา ข้าว ฯลฯ ขณะที่โลกไปสู่สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือสินค้าที่มูลค่าสูง เป็นต้น โดยไทยต้องค่อยๆ เปลี่ยนการผลิตไปสู่สินค้าที่มีมูลค่าสูง มีดีไซน์ มีนวัตกรรม ฯลฯ ให้สอดคล้องกับค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้น
“ปัจจุบันการพัฒนาเทคโนโลยีของไทยยังช้ากว่าประเทศอื่นๆ อยู่ 1 ระดับ แต่เท่าที่ติดตามดู ประเทศไทยปรับภาคอุตสาหกรรมไปบ้างแล้ว แต่ยังไม่เต็มศักยภาพ โดยภาคอุตสาหกรรมการผลิตมีมูลค่าประมาณ 35% ของจีดีพี มีการจ้างงานประมาณ 10% ของแรงงานไทยทั้งหมด” กิริฎา กล่าว
และ 2.ปรับภาคบริการ ซึ่งเป็นภาคที่น่าจะเป็นจุดแข็งของไทย แต่ไทยยังไม่สตาร์ทเครื่องในภาคบริการ ทั้งที่เป็นภาคที่มีศักยภาพสามารถจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ค่อนข้างดี เพราะมีมูลค่าใหญ่มากในจีดีพีประมาณ 45% เนื่องจากเกี่ยวข้องกับภาคสถาบันการเงิน โทรคมนาคม การบัญชี การศึกษา สาธารณสุข การแพทย์ โรงแรม ร้านอาหาร แต่ศักยภาพการผลิตในภาคบริการของไทยทำได้ค่อนข้างน้อย เพราะหากวัดจำนวนคนเทียบกับคุณภาพการผลิต ถือว่าใช้แรงงานสูงมากและผลิตภาพต่ำ เพราะต้องจ้างคนถึง 45% ของแรงงานในไทยเพื่อผลิตภาคบริการที่มีมูลค่า 45% ของจีดีพี
สาเหตุส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะภาคการบริการของไทยยังอยู่ในภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก อาทิ พนักงานโรงแรม นวด สปา เป็นต้น แต่ภาคบริการอื่นไม่มีการพัฒนา เห็นได้จากไทยไม่มีกระทรวงบริการ มีแต่กระทรวงอุตสาหกรรม ที่สำคัญยังขาดแผนการพัฒนาภาคบริการ และกลายเป็นภาคที่ปิดต่อการแข่งขัน ต่างจากภาคอุตสาหกรรมที่ไทยเปิดให้นักลงทุนจากภายนอกมาแข่งขันมาลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมาโดยตลอด แต่ภาคบริการกลับไม่แข่งขัน ยกเว้นทัวร์เข้ามาในประเทศ และยังมีกฎหมายการลงทุนของต่างด้าว
ประเทศไทยจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีแผนพัฒนาในภาคบริการ มากำหนดทิศทางการพัฒนาภาคบริการ เพื่อเพิ่มรายได้และลดการใช้แรงงานในภาคนี้ ให้เหมือนประเทศที่พัฒนาแล้วที่มีมูลค่าของการผลิตภาคบริการสูงถึง 35% ของจีดีพี แต่ใช้แรงงานเพียง 10% ซึ่งกลับด้านกับไทยทั้งที่ไทยมีแพทย์ พยาบาลที่เก่ง สามารถแลกเปลี่ยนหรือสร้างมูลค่าได้ ต่างจากประเทศพัฒนาแล้วที่จะพัฒนาภาคบริการเพื่อเพิ่มมูลค่าการผลิตและยกระดับรายได้ให้ประชาชน ทำให้ไทยเสียโอกาสส่วนนี้ไป
“ภาคบริการสามารถเพิ่มรายได้ และตอบโจทย์ของโครงสร้างประชากรไทยที่จะเข้าสูงสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ได้ค่อนข้างดี เพราะภาคบริการใช้คนที่อายุมาก เพราะเน้นใช้คนที่มีความสามารถ และใช้แรงงานคนน้อย เนื่องจากมีหลากหลายอาชีพในภาคบริการ ใช้เพียงแล็ปท็อปตัวเดียวก็สามารถสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงได้ เพียงแต่ต้องมีทักษะ มีความสามารถมากพอสมควร ซึ่งต้องกลับไปพัฒนา ยกระดับด้านการศึกษาของแรงงานไทยควบคู่กันไปด้วย และต้องใช้นวัตกรรมมากขึ้น เป็นต้น” กิริฎา ระบุ
สำหรับส่วนที่ 3.ภาคเกษตรที่มีมูลค่าประมาณ 10% ของจีดีพี ซึ่งใช้แรงงานค่อนข้างมาก ประมาณ 40% ของแรงงานทั้งหมด ก็ต้องปรับประสิทธิภาพการผลิตและแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า ปัจจุบันภาคเกษตรมีประสิทธิภาพการผลิตต่ำที่สุด แต่ใช้คนมากที่สุด จึงต้องลดแรงงานในภาคนี้เพื่อไปภาคอื่นๆ สร้างมูลค่าเพิ่ม
เพราะในอนาคตไทยจะปลูกข้าว ขายข้าว ขายยาง ขณะที่มูลค่าสินค้าเกษตรไม่สูงโดยธรรมชาติอยู่แล้ว จึงต้องปรับให้แรงงานไปทำในภาคอื่นๆ ด้วย เพราะการใช้แรงงานในระดับ 40% มันสูงเกินไป ควรจะลดจำนวนแรงงานลงและเพิ่มมูลค่าสินค้าให้มากขึ้น ขณะเดียวกันนโยบายภาครัฐควรเลิกอุดหนุนภาคการเกษตร เพื่อให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่ใช้คนลดลง แต่ได้ผลผลิตมากขึ้น ที่ต้องเริ่มต้นในการปรับแก้ นอกจากนี้ยังมีภาคอื่นๆ อีกประมาณ 10% ที่ต้องทยอยปรับตามความเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม นอกจากการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในภาคต่างๆ แล้ว ประเทศไทยควรจะมีนโยบายการกระจายรายได้ เพื่อให้การเติบโตมีความยั่งยืน เพราะหากเศรษฐกิจโตสูงในกลุ่มประชากรเพียง 10% แต่คนส่วนใหญ่ยังมีรายได้น้อย มีความเหลื่อมล้ำในสังคม เศรษฐกิจไทยก็เติบโตแบบยั่งยืนได้ยาก







