
3 ยักษ์ค้าปลีกกางแผน แข่งลงทุนหลายหมื่นล้าน
ภาพรวมของธุรกิจค้าปลีกตลอดปี 2557 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่มีความคึกคัก แม้จะมีปัจจัยลบทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง มามรุเร้าส่งผลกระทบในด้านของยอดขายไปบ้าง แต่ในด้านการลงทุนของผู้ประกอบการรายใหญ่ 3 ยักษ์ค้าปลีก อย่างกลุ่มเซ็นทรัล เดอะมอลล์ กรุ๊ป และกลุ่มสยามพิวรรธน์ ยังคงแข่งขยายลงทุนหลายหมื่นล้านบาท ชนิดทุบสถิติวงการค้าปลีกกันเลย
ภาพรวมของธุรกิจค้าปลีกตลอดปี 2557 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่มีความคึกคัก แม้จะมีปัจจัยลบทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง มามรุเร้าส่งผลกระทบในด้านของยอดขายไปบ้าง แต่ในด้านการลงทุนของผู้ประกอบการรายใหญ่ 3 ยักษ์ค้าปลีก อย่างกลุ่มเซ็นทรัล เดอะมอลล์ กรุ๊ป และกลุ่มสยามพิวรรธน์ ยังคงแข่งขยายลงทุนหลายหมื่นล้านบาท ชนิดทุบสถิติวงการค้าปลีกกันเลย
เริ่มต้นด้วย บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา หรือซีพีเอ็น ยังคงประกาศแผนการลงทุนด้วยการทุ่มงบลงทุนต่อเนื่องปีละ 1.5-1.6 หมื่นล้านบาท ยาวไปอีก 10 ปีนับจากนี้ เพื่อเปิดศูนย์การค้าใหม่อย่างต่ำ 20 สาขาทั่วประเทศ หรือเฉลี่ยปีละประมาณ 3 สาขา ในจำนวนดังกล่าวอาจเป็นสาขาที่อยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ประมาณ 10 โครงการ
สำหรับทำเลที่ซีพีเอ็นจะยึดเป็นหัวหาดในการเปิดศูนย์การค้าใหม่ จะมีทั้งกลยุทธ์ แซทเทลไลท์ทาวน์ หรือการสร้างศูนย์การค้าในจังหวัดปริมณฑล เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจศูนย์การค้าในเครือ ขณะเดียวกันก็จะมองหาหัวเมืองที่มีศักยภาพตามแนวชายแดน เพื่อขยายฐานลูกค้าไปยังประเทศเพื่อบ้าน
ในส่วนของบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป ปี 2557 ถือเป็นหนึ่งปีแห่งความยิ่งใหญ่เลยก็ว่าได้ เนื่องจากมีการออกมาประกาศแผนลงทุนระยะยาว 5 ปี รวมมูลค่ากว่า 5.5 หมื่นล้านบาท เปิดศูนย์การค้าใหม่รวม 5 แห่ง พร้อมกับปรับศูนย์การค้าเก่าอีก 1 แห่ง คือ ดิ เอ็มโพเรียม
ศูนย์การค้าน้องใหม่ที่ เดอะมอลล์ กรุ๊ป มีแผนจะปลุกปั้นให้เป็นศุูนย์กลางการช็อปปิ้งบนถนนสุขุมวิท คือ ศูนย์การค้าดิ เอ็มควอเทียร์ และหากนำรวมกับศูนย์การค้าดิ เอ็มโพเรียม จะทำให้ย่านสุขุมวิทกลายเป็น ดิ เอ็มดิสทริค ทันที นอกจากนี้ยังมีศูนย์การค้าแบงคอก มอลล์ ศูนย์การค้าบลูพอร์ต และศูนย์การค้าบลูเพิร์ล มาเสริมทัพอาณาจักรค้าปลีก
ด้านบริษัท สยามพิวรรธน์ ก็ไม่น้อยหน้าออกมาประกาศงบลงทุนระยะยาว 5 ปี ที่ 5.5 หมื่นล้านบาท เช่นกัน ในงบก้อนดังกล่าวจะเป็นการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ในรูปแบบมิกซ์ยูส ประกอบด้วย ศูนย์การค้า และอาคารสำนักงาน รวมมูลค่าการลงทุน 4.2 หมื่นล้านบาท หนึ่งในโครงการดังกล่าว คือ ไอคอนสยาม
นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะลงทุนธุรกิจใหม่ในกลุ่มของความบันเทิง และศิลปวัฒนธรรม รวมมูลค่าการลงทุน 1 หมื่นล้านบาท และการลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ร้านอาหาร และร้านสเชียลตี้สโตร์ ภายใต้งบลงทุน 3,000 ล้านบาท แต่ละโครงการที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะดำเนินการภายใต้กลยุทธ์ “การเป็นผู้นำความคิดสร้างสรรค์ที่ล้ำสมัย”
การออกมาทุ่มงบก้อนโตรวมกัน 3 ราย กว่าแสนล้านบาทขยายธุรกิจดังกล่าว ถือเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นว่าภาคเอกชนมีความพร้อม และเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาคึกคัก แม้ขณะนี้มาตรการกระตุ้นของรัฐบาล จะยังไม่เห็นผลทันที







