
ปลดล็อกสต๊อกข้าว วัดฝีมือ‘พล.อ.ฉัตรชัย’
ผ่านมา 6 เดือน กับการทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พบว่า ข้าวสารสต๊อกรัฐบาลที่ได้จากโครงการรับจำนำข้าวในช่วง 3 ปี ซึ่งเป็นมรดกจากรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แทบไม่ได้ลดลงไปจากช่วงต้นปี
ผ่านมา 6 เดือน กับการทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พบว่า ข้าวสารสต๊อกรัฐบาลที่ได้จากโครงการรับจำนำข้าวในช่วง 3 ปี ซึ่งเป็นมรดกจากรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แทบไม่ได้ลดลงไปจากช่วงต้นปี
ข้าวสารสต๊อกรัฐบาลที่มีอยู่ประมาณ 19.1 ล้านตัน ณ วันที่ 31 พ.ค. 2557 ถูกระบายออกได้เพียงประมาณ 1 ล้านตันเท่านั้น จากการเปิดประมูล 3 ครั้ง อนุมัติขายไป 3.5 แสนตัน และส่งมอบข้าวการขายแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ให้จีน อินโดนีเซีย อีกประมาณ 6-7 แสนตัน ยังคงเหลือสต๊อกข้าวมากถึง 17.9 ล้านตัน
สาเหตุที่ทำให้การระบายข้าวเป็นไปได้อย่างล่าช้า ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลต้องตรวจนับสต๊อกข้าวที่มีทั้งหมดใหม่ ว่ามีจำนวนครบปริมาณตามบัญชีและคุณภาพตรงกับที่ตรวจรับไว้หรือไม่ ทำให้สามารถระบายข้าวออกไปได้บางส่วนเท่านั้น โดยขั้นตอนการตรวจข้าวตามบัญชีกว่าจะแล้วเสร็จใช้ระยะเวลาเกือบ 3-4 เดือน
ผลสรุปล่าสุด รัฐบาลเหลือข้าวอยู่ในคลังตามบัญชีของคณะอนุกรรมการตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าวคงเหลือของรัฐ 17.9 ล้านตัน แบ่งเป็นข้าวที่มีสภาพดีประมาณ 10.23% หรือ 2.19 ล้านตัน ข้าวเสื่อมสภาพหรือมีสีเหลืองมากถึง 14.4 ล้านตัน หรือมีสัดส่วน 80.19% ของข้าวในคลังทั้งหมด ซึ่งต้องขายในราคาต่ำลงมาตามสภาพ และข้าวเสียหรือเป็นผงประมาณ 6.94 แสนตัน หรือมีสัดส่วน 3.86% ข้าวผิดชนิด 6.8 หมื่นตัน หรือมีสัดส่วน 0.38% และข้าวกองล้มที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ 5.99 แสนตัน หรือประมาณ 3.34%
ปริมาณข้าวที่มีอยู่ทั้งหมดในคลังขององค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ทำให้รัฐบาลต้องเสียภาระค่าใช้จ่ายถึงปีละ 6,000 ล้านบาท ในการดูแลสต๊อกข้าว
เมื่อนำมารวมกับผลผลิตข้าวฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะทยอยออกมา คือนาปี 2557/2558 และนาปรัง 2558 จากข้อมูลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่จะมีข้าวเปลือกสามารถแปรรูปเป็นข้าวสาร 21 ล้านตัน ขณะที่การบริโภคในประเทศมีความต้องการเพียงแค่ 10 ล้านตัน จึงยังเหลือผลผลิตฤดูกาลใหม่ที่จะส่งออกได้อีก 11 ล้านตัน และเมื่อรวมกับข้าวในสต๊อกรัฐอีก 17 ล้านตัน ทำให้ปี 2558 ไทยจะมีข้าวที่สามารถระบายได้ถึง 28 ล้านตันข้าวสาร
แม้ว่า จะหักการสำรองสต๊อกเพื่อความมั่นคงทางอาหารออก 4-5 ล้านตัน พบว่าไทยก็ยังมีข้าวเหลือที่ต้องระบาย 23-24 ล้านตัน
หากพิจารณาความต้องการบริโภคของตลาดโลก กระทรวงเกษตรของสหรัฐ (ยูเอสดีเอ) ประเมินว่าปี 2558 ทั่วโลกจะบริโภคข้าวรวมกันประมาณ 482.9 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 0.6% เทียบกับปี 2557 ที่การบริโภคข้าวมีประมาณ 480.2 ล้านตัน เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย
ขณะที่ประเทศผู้ผลิตข้าวมีผลผลิตรวมกันในปี 2558 ประมาณ 475.2 ล้านตัน ลดลง 0.3% เทียบกับปี 2557 ที่การผลิตข้าวทั่วโลกมีปริมาณ 476.9 ล้านตัน แต่ประเทศผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1-3 ของโลกทั้งไทย อินเดีย และเวียดนาม มีสต๊อกข้าวเหลือเก็บเกือบ 40 ล้านตัน ทำให้ยังมีปริมาณข้าวมากเกินกว่าความต้องการบริโภคของโลกเหลือเฟือ
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ปี 2558 โอกาสที่ไทยจะขายข้าวได้ตามแผนคือ ระบายสต๊อกข้าวออกไปให้หมดใน 3 ปี หรือต้องขายข้าวในสต๊อกให้ได้ปีละ 4-5 ล้านตัน ซึ่งค่อนข้างเป็นไปได้ยาก แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีข้อเสนอจากเอกชนในอุตสาหกรรมข้าวแนะนำให้รัฐบาลยอมขายขาดทุนข้าวในสต๊อก เพื่อระบายข้าวออกไปโดยเร็ว ไม่ให้กระทบต่อราคาข้าวที่เป็นผลผลิตใหม่ โดยตั้งราคาขายและให้เอกชนเข้ามาซื้อ
แต่ทว่าโอกาสที่รัฐจะยอมคัตล็อตขายขาดทุน มากๆ ให้กับเอกชน เป็นเรื่องที่รัฐต้องคิดหนัก แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนหลักเกณฑ์การประมูลข้าวในสต๊อกให้ขายแบบยกคลัง แต่อาจจะมีผลกระทบในเรื่องของราคาข้าวในตลาดปรับร่วงหนัก
“หากเป็นเอกชนก็คงยอมคัตล็อตขายข้าวในสต๊อกออกไปได้หมดภายใน 1 ปี แต่เมื่อเป็นรัฐบาลจะต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ทำไมถึงขายข้าวในราคาต่ำมากๆ อีกทั้งข้าวบางส่วนติดคดีความอยู่ หากขายไม่ดี ก็เสี่ยงคุก” พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ ระบุ
พล.อ.ฉัตรชัย ยอมรับว่า รัฐบาลต้องปรับแผนการระบายข้าวใหม่ เพื่อหาวิธีการที่เหมาะสมและระบายข้าวออกไปให้ได้จำนวนมาก แต่ต้องไม่กระทบกับราคา ซึ่งแนวทางระบายยังจะยึดวิธีการเดิมคือการระบายแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) แต่จะเพิ่มรูปแบบการขายหลากหลายเป็นรัฐต่อเอกชน (จีทูพี) เป็นต้น โดยจะดึงผู้ส่งออกข้าวไทยเข้ามาร่วมมือ
นอกจากนี้ ยังจะใช้วิธีการเปิดประมูลให้กับผู้สนใจ โดยจะเปลี่ยนหลักเกณฑ์จากเดิมที่แบ่งกองขาย ก็จะเปิดให้มีการเสนอซื้อแบบยกคลัง เพื่อให้สามารถขายข้าวได้คราวละมากๆ และต้องจัดโซนนิ่งเพื่อลดผลผลิตข้าวเปลือกนาปรังฤดูกาลใหม่ เพื่อให้อุตสาหกรรมข้าวเกิดความสมดุลในด้านปริมาณและราคามากขึ้น
ขณะเดียวกัน ภาครัฐจะร่วมมือกับภาคเอกชนเดินสายโรดโชว์ตลาดข้าว โดยเน้นตลาดที่ไทยเคยครองส่วนแบ่งตลาดข้าว และตลาดที่มีกำลังซื้อทั้งแอฟริกา ตะวันออกกลาง ก็น่าจะทำให้รัฐระบายข้าวได้เพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2558 ไทยยังมีตลาดรองรับข้าวจากการเซ็นเอ็มโอยูขายข้าวให้จีนเพิ่มเติมอีก 2 ล้านตัน ซึ่งจะเป็นการทยอยนำเข้าในช่วง 1-2 ปี
ด้านความเห็นของภาคเอกชนต่อการระบายสต๊อกข้าวรัฐนั้น เชื่อว่าโอกาสที่ไทยจะระบายข้าวให้เป็นไปตามแผนคงเป็นไปได้ยาก เพราะแม้จะมีการเจรจาขายข้าวให้กับหลายประเทศทั้งจีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ แต่เกือบทั้งหมดต้องการข้าวฤดูกาลใหม่ ไม่ใช่ข้าวเก่าในสต๊อกรัฐ เว้นตลาดแอฟริกา และตลาดในประเทศไทยเองที่นิยมบริโภคข้าวเก่า ช่องทางที่รัฐจะระบายข้าวในสต๊อกจึงทำได้เพียงบางตลาดเท่านั้น
“ไทยคงต้องใช้ระยะเวลานานถึง 10 ปี กว่าจะระบายสต๊อกข้าวออกไปได้หมด เพราะหากมองวิธีการระบายข้าวสต๊อกรัฐในปัจจุบัน โดยเฉพาะการเปิดประมูลให้กับผู้สนใจก็คงขายได้ไม่มาก เพราะระบายมากก็จะกระทบกับราคาข้าวในตลาดให้ลดต่ำลงกว่าเดิม ส่วนตลาดต่างประเทศก็คงต้องแข่งขันในด้านราคากันอย่างหนัก เชื่อว่าอย่างเก่งรัฐก็คงระบายข้าวออกจากสต๊อกได้ปีละ 2 ล้านตัน” ชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวระบุ
ขณะที่ มานัส กิจประเสริฐ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย ระบุว่า หากไม่อยากให้ราคาข้าวในตลาดตกต่ำไปมากกว่านี้ ทุกฝ่ายควรหยุดพูดเรื่องสต๊อกข้าว เพราะถือเป็นแรงกดดันทางด้านราคา และรัฐบาลต้องเร่งระบายข้าวออกไปให้เร็ว โดยรัฐควรจะตั้งราคาขายข้าวตามคุณภาพ และประกาศให้เอกชนรับรู้ หากเป็นราคาที่ยอมรับได้เอกชนก็จะเข้ามาช่วยซื้อ ซึ่งจะเป็นอีกทางที่สามารถระบายข้าวออกไปได้เร็ว
ดังนั้น การระบายข้าวสต๊อกในปี 2558 จึงถือเป็นการวัดฝีมือนายทหารอย่าง พล.อ.ฉัตรชัย และทีมงานที่จะได้ใช้ระยะเวลาอย่างเต็มที่ในการสะสางปัญหาสต๊อก โดยมีราคาข้าวในตลาดและผลขาดทุนเป็นเดิมพัน







