
ไฟเขียวหักภาษีวิจัย3เท่า
ครม.ไฟเขียวลดหย่อนภาษีวิจัย เป็น 3 เท่า จูงใจเอกชนลงทุน
ครม.ไฟเขียวลดหย่อนภาษีวิจัย เป็น 3 เท่า จูงใจเอกชนลงทุน
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 2557 ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีมติเห็นชอบมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมตามที่กระทรวงการคลังเสนอ
สำหรับ สาระสำคัญของมาตรการนี้ คือการเพิ่มการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับค่าใช้จ่ายและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยให้สามารถนำค่าใช้จ่ายในการลงทุนและค่าใช้จ่ายวิจัยและพัฒนาของเอกชนไปหักลดหย่อนภาษีนิติบุคคลจากปัจจุบัน 2 เท่าของเงินลงทุนฯ เพิ่มเป็น 3 เท่าของเงินลงทุนฯ
ทั้งนี้ กำหนดระยะเวลาการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นเวลา 5 ปี โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2558–31 ธ.ค.2562 โดยโครงการวิจัยฯ ที่จะได้รับการยกเว้นภาษีฯ จะต้องได้รับการตรวจสอบจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และหน่วยงานที่กระทรวงการคลังประกาศ
“แนวทางดังกล่าวเพื่อเป็นการส่งเสริมการลงทุนและวิจัยและพัฒนาในภาคเอกชนเพิ่มขึ้นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน รวมถึงการเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจด้วยการใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้มากขึ้น” พล.ต.สรรเสริญ กล่าว
นอกจากนี้ นโยบายดังกล่าวต้องการเพิ่มสัดส่วนการวิจัยและพัฒนาของประเทศให้ได้ 1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ให้ได้ 1% ภายใน 4-5 ปี หรือเป็นวงเงินราว 1.4 แสนล้านบาท และเพิ่มสัดส่วนการวิจัยและพัฒนาของเอกชนเป็น 70% ต่อ 30% ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า หลังจากที่ ครม.มีมติเห็นชอบแล้ว กระทรวงการคลังจะดำเนินการออกพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการยกเว้นภาษีฯ ตามขั้นตอนต่อไป อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงการคลังไปคำนวณว่าการให้สิทธิประโยชน์กับเอกชนในการลดหย่อนภาษีนิติบุคคลจาก 2 เป็น 3 เท่า จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศได้มากเท่าไหร่ หรือเกิดผลดีต่อเศรษฐกิจอย่างไรให้ไปทำรายละเอียดเรื่องนี้ให้ชัดเจน เพราะปัจจุบันมีมาตรการลดหย่อนภาษีจำนวนมาก จึงต้องคำนวณถึงประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับด้วย
สำหรับมาตรการลดหย่อนภาษีการลงทุนวิจัยและพัฒนาเป็นหนึ่งในแนวทางส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งมีจุดอ่อนในเรื่องงานวิจัยและพัฒนา ปัจจุบันงบดังกล่าวอยู่ที่ 0.37 ของจีดีพี







