
วัฒนธรรมความคิด ตอนที่ 11
ช่วงนี้ตลาดหุ้นผันผวนมีน้องคนหนึ่งเข้ามาปรึกษาว่า “พี่ ทำไมผมไม่โชคดีเหมือนพี่บ้าง ผมทำอะไรก็ไม่ได้เรื่อง มันไม่เห็นมีโอกาส ไม่เห็นมีเวทีให้ผม เหมือนที่พี่มีเลย ผมว่าโลกนี้มันไม่ยุติธรรมเลยครับพี่”
ช่วงนี้ตลาดหุ้นผันผวนมีน้องคนหนึ่งเข้ามาปรึกษาว่า “พี่ ทำไมผมไม่โชคดีเหมือนพี่บ้าง ผมทำอะไรก็ไม่ได้เรื่อง มันไม่เห็นมีโอกาส ไม่เห็นมีเวทีให้ผม เหมือนที่พี่มีเลย ผมว่าโลกนี้มันไม่ยุติธรรมเลยครับพี่”
ผมฟังมันบ่น แล้วคันปากอยากจะด่า แต่ต้องค่อยๆ อธิบายมันว่า “เฮ้ย!! โอกาสและความสำเร็จ ในยุคนี้ไม่มีใครเขาใส่พานมาให้หรอกนะ ลองนึกย้อนไปสมัยเรียน ถ้าจะเรียนให้เก่ง ก็ต้องอ่านหนังสือและก็ไปเรียนพิเศษถูกไหม อยากเป็นนักดนตรีก็ต้องฝึกซ้อม แล้วก็หาเวทีไปประกวดไปแข่ง ไปประลองฝีมือ ก็เหมือนหนังจีนโบราณ ถ้าอยากเป็นเจ้ายุทธภพ มันก็ต้องออกจากถ้ำไปหาโอกาส ไปประมือกับ
จอมยุทธ์ต่างๆ ไปประลองฝีมือ ไปท้าทายคนอื่น”
เออ ...ใช่!! เอ๊งไม่เคยดูหนังจีนเลยละสิ ถึงนึกว่าเวทีและโอกาสมันคือ เราต้องสร้างเอง ไม่ใช่รอให้โอกาสมันวิ่งเข้ามา
ถ้าจะพูดให้มันตรงประเด็นก็คือ คนเก่งก็ต้องหาเรื่อง ต้องท้าทายธุรกิจเดิมๆ อยู่ในวงการไหน ก็ต้องท้าทายคนที่อยู่ในวงการนั้น เช่น ทุกคนเล่นดนตรีแนว Classic เราก็มานี่เลย Rock & Punk คือ
ไม่ดังก็ดับ แต่ยุคนี้เชื่อเปล่าว่า โอกาสดังมากกว่าดับ เพราะยุคนี้มันไม่มีอะไรแปลกจนคนรับไม่ได้อีกต่อไป ขอให้คิดให้ออกเถอะว่า ความแปลกที่คนอื่นไม่กล้าทำมันอยู่
ตรงไหน
ถ้าจะดูตัวอย่างก็ลองดู Lady GaGa นั่นแหละชัดเจน มันจุดยืน แบบโคตรๆ Identity มันชัดมาก ใครเห็นจำได้เลย แน่นอนเสียงด่ามีอยู่แล้ว แต่ถามหน่อยมีอะไรที่ทำแล้วไม่มีใครด่า ไม่ครับ ถ้าเราเรียบร้อย คนก็จะบอกว่าคนนี้น่าเบื่อ ถ้าพูดเยอะหน่อย คนก็จะบอกไอ้นี่ร่าเริงเกินเหตุ
เรื่องของ “โอกาส” จริงๆ คนรุ่นใหม่เข้าใจผิดพลาดอย่างมากเพราะจริงๆ แล้ว โอกาสมันก็คือ วิกฤตนั่นแหละ
ในยุคนี้จะเห็นได้ว่ามีวิกฤตรอบตัวตั้งแต่ภัยธรรมชาติ ตลอดไปถึงวิกฤตเศรษฐกิจก็คือ โลกมันบอกว่าวันนี้มันคือ จุดเปลี่ยนนั่นเอง
คิดง่ายๆ ถ้าไม่มีวิกฤตเลย คนรวยเขาก็จะรวยและคุมทุกอย่างต่อไปแบบชิลๆ แต่วิกฤตนี่แหละ ที่จะเปลี่ยนทุกอย่าง มันสามารถทำให้ธุรกิจใหญ่เจ๊งในพริบตา ทำให้คนรวยจนในทันที และก็ทำให้คนธรรมดารวยแบบรวดเร็ว
ดังนั้น วิกฤตมันไม่ใช่สิ่งที่คนตัวเล็กๆ จะต้องต้องกลัว คุณคิดถึงหลักของ Lose-Lose สิ ถ้าวิกฤตมาคนมีเงินเยอะ เครียดกว่า ในขณะที่เราเงินไม่เยอะ เครียดน้อยกว่า เราต้องมองให้ออกว่า วิกฤตแต่ละครั้งมันสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง
อย่างในตลาดหุ้นเรื่องวิกฤตเป็นโอกาสนี่มันชัดเจนสุดๆ เพราะทุกครั้งที่มีข่าวร้ายมากๆ มีวิกฤต ทุกครั้งก็จะสร้างเศรษฐีใหม่ขึ้นมาทันที ...ดังนั้น การที่องค์กรใหญ่ๆ หรือเศรษฐี เขามักจะกลัววิกฤต แต่เราต้องแตกต่าง เราต้องวางตัวเป็น Crisis Master ถ้าเราเป็นลูกจ้าง เราก็วางตัวในองค์กรเลยว่า “อะไรยากๆ ส่งให้กรูทำ” ช่วงแรกๆ เราอาจจะเละ สะบักสะบอม พอสมควร เพราะฝีมือยังอ่อนหัด
แต่เชื่อผมเถอะว่า ถ้าคุณเป็นคนที่รับแต่งานยากๆ งานวิกฤต งานที่คนอื่นไม่อยากเสี่ยงที่จะทำ ...มันก็เท่ากับว่าคุณรับโอกาสที่ดีที่สุดในชีวิตเข้ามาคุณนั่นเอง
แปลกไหมล่ะ คนส่วนใหญ่ไม่ชอบงานยาก ไม่ชอบแก้ปัญหา ไม่ชอบวิกฤต ก็แปลตรงๆ ว่า คนส่วนใหญ่ไม่เคยรับโอกาสเข้ามาในชีวิตนั่นเอง ดังนั้น คนที่ชอบนั่งบ่นว่าตัวเองไม่เคยได้โอกาส ไม่เคยได้เวที ก็เพราะคนเหล่านี้มัวแต่หนีงานยาก หนีวิกฤตนั่นแหละ
จริงๆ วันนี้ผมมีแบบทดสอบความก้าวหน้าในอาชีพ และก้าวไกลในองค์กรมาให้ลองทำกันดู
หนึ่ง จง List ออกมา 5 อย่าง ที่คุณทำได้ แต่เพื่อนร่วมงานคนอื่นทำไม่ได้ หรือทำสู้คุณไม่ได้ (แต่ต้องไม่ใช่คุณมโนเองนะ ต้องเป็นสิ่งที่คุณโดดเด่นในสายตาคนอื่นๆ จริงๆ 5 ข้อ)
สอง ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ไม่สามารถ List ออกมาได้ เพราะการเป็นลูกจ้าง โดยเฉพาะองค์กรใหญ่ๆ มันเปลี่ยนให้เราเป็นเครื่องจักร เปลี่ยนให้หยุดคิด หยุดฝัน หยุดจินตนาการ แล้ววันดีคืนดีก็มาบอกว่า “พวกคุณต้องคิดนอกกรอบ”
นายครับ นายทำลายจินตนาการตั้งแต่วันแรกที่ผมก้าวเท้าเข้ามาที่นี่ แล้ววันนี้จะมาเรียกร้องความคิดสร้างสรรค์จากพวกผม ...ฮ่า ฮ่า โลกนี้ช่างตลกร้ายจริงๆ
คำตอบเดิมครับ ความคิดนอกรอบ ความแตกต่าง คุณพุ่งเข้าไปหาวิกฤตนั่นแหละ จุดเริ่มที่ดีของสิ่งใหม่ โอกาสและจินตนาการ!!







