
ปรับโครงสร้างราคาพลังงาน คนใช้รถเฮ-แม่บ้านเซ็ง
นโยบายที่เห็นผลเป็นรูปธรรมมากที่สุดของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในระยะ 3 เดือนที่ผ่านมา ต้องนับว่าภารกิจการปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงเป็นที่หนึ่ง
นโยบายที่เห็นผลเป็นรูปธรรมมากที่สุดของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในระยะ 3 เดือนที่ผ่านมา ต้องนับว่าภารกิจการปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงเป็นที่หนึ่ง
เพราะกระทรวงพลังงานทำการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันและราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) อย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยทิศทางราคาน้ำตลาดโลกอยู่ในช่วงขาลงเป็นหลังพิง ทำให้สามารถปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบได้เร็วขึ้น
จะเห็นได้ว่า ราคาขายปลีกน้ำมันปัจจุบันได้ปรับลดลงจากเมื่อช่วงกลางปีอย่างมาก กลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ลดลงมาแล้วเฉลี่ย 9-11 บาท/ลิตร
ขณะที่ดีเซลแม้จะปรับลดลงมาเพียง 2-3 บาท/ลิตร แต่ก็ถือเป็นครั้งแรกที่สามารถปลดล็อกนโยบายตรึง 30 บาท/ลิตร ออกไปได้ และยังสามารถกลับมาเก็บอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันได้ 3.25 บาท/ลิตร หลังจากเก็บอยู่ที่ 0.005 บาท/ลิตร มายาวนาน
ณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.พลังงาน กล่าวว่า มติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) จะเน้น 1.ราคาพลังงานต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง 2.ราคาน้ำมันในภาคขนส่งควรจะมีอัตราภาษีสรรพสามิตใกล้เคียงกัน 3.ให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มีภารกิจเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาและส่งเสริมพลังงานทดแทน
4.ลดการชดเชยข้ามประเภทเชื้อเพลิง 5.ค่าการตลาดของผู้ค้าน้ำมันดีเซลและเบนซินอยู่ในระดับที่เหมาะสม 6.ช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย 7.การเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ จะคำนึงถึงค่าความร้อนน้ำมันด้วย
นอกจากนี้ ยังมีแผนจะพิจารณาปรับอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงของกลุ่มเบนซินและดีเซลให้ใกล้เคียงกันมากขึ้นอยู่ระหว่าง 2.85-5.55 บาท/ลิตร โดยจากนี้ไปราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินและดีเซลควรจะมีระดับราคาที่ไม่ต่างกันมาก จากเดิมที่ทุกรัฐบาลจะพยายามดูแลเฉพาะผู้ใช้ดีเซลในภาคขนส่งเพียงอย่างเดียว แต่ขณะนี้พบว่าผู้ใช้ดีเซลไม่ได้มีเฉพาะกลุ่มภาคขนส่ง แต่มีรถยนต์ส่วนบุคคลที่ใช้กันมากขึ้น และเป็นกลุ่มรถยนต์ที่มีราคาแพงด้วย ดังนั้นจึงไม่ควรที่จะให้ความช่วยเหลืออุดหนุนด้านราคากันอีก
สำหรับการปรับโครงสร้างราคาก๊าซทั้งแอลพีจีและเอ็นจีวีนั้น ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลาย 10 ปี ที่สามารถปรับขึ้นราคาแอลพีจีให้สะท้อนต้นราคาตลาดโลกได้ จากเดิมที่รัฐบาลตรึงราคาหน้าโรงแยกก๊าซไว้ที่ 333 เหรียญสหรัฐ/ตัน หรือราคาขายปลีกแอลพีจีครัวเรือนอยู่ที่ 18.13 บาท/กก. จนทำให้เกิดภาระของกองทุนน้ำมันฯ ในการนำเงินมาชดเชยเฉลี่ย 2,000-3,000 ล้านบาท/เดือน
ขณะนี้กำลังเดินไปสู่เป้าหมายในการปรับราคาแอลพีจีทั้งภาคครัวเรือน ภาคขนส่ง และอุตสาหกรรม ที่เกิดขึ้นส่งผลให้มีราคาเท่ากันที่ 24.16 บาท/กก. และในอนาคตราคาแอลพีจีจะสะท้อนตามทิศทางราคาตลาดโลก ซึ่งจะมีการประกาศราคาอ้างอิงเป็นรายเดือน
ขณะเดียวกัน ยังปรับขึ้นราคาเอ็นจีวีไป 2 ครั้ง ครั้งละ 1 บาท/กก. โดยปัจจุบันมีราคาอยู่ที่ 12.50 บาท/กก. แต่ยังคงมีมาตรการช่วยรถยนต์สาธารณะ ให้ใช้ในราคา 9.50 บาท/กก. ในรูปแบบของบัตรเครดิตพลังงานเอ็นจีวีสำหรับกลุ่มผู้ขับขี่รถแท็กซี่ รถตุ๊กตุ๊ก รถตู้ร่วม ขสมก. 166,216 ราย และบัตรส่วนลดราคาแก่รถโดยสาร มินิบัส สองแถวร่วม ขสมก. และรถตู้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่มองข้ามไม่ได้ คือ การปิดช่องโหว่และแก้อุปสรรคของการปฏิรูปพลังงาน ทั้งค่าการตลาดที่ยังอยู่ในระดับสูง การยกเครื่องบทบาทของกองทุนน้ำมันฯ ให้เปิดกว้างมากขึ้น เพื่อปฏิรูปแบบถึงแก่นไม่ใช่ปฏิรูปแค่ทำให้ราคาน้ำมันลดลงเท่านั้น







