posttoday
แก้วิกฤตแบงก์รัฐ หัวเรือต้องกล้าสางปัญหา

แก้วิกฤตแบงก์รัฐ หัวเรือต้องกล้าสางปัญหา

29 ธันวาคม 2557

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

การแก้ไขปัญหาแบงก์รัฐทั้งธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ที่เป็นโจทย์ใหญ่ของทีมเศรษฐกิจรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เนื่องจากมีหนี้เสียจำนวนมาก แห่งละกว่า 4 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 40% ของหนี้ที่ปล่อยกู้ทั้งหมด

ความเสียหายดังกล่าวหากใช้มาตรฐานกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แบงก์รัฐทั้งสองแห่งคงต้องถูกควบคุมกิจการและถูกปิดในที่สุด

แต่เมื่อเป็นธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ การแก้ปัญหาแบงก์จึงเริ่มตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าบริหารประเทศ มีการตั้ง สาลินี วังตาล ที่เกษียณจากการเป็นผู้บริหาร ธปท. มานั่งเป็นประธานเอสเอ็มอีแบงก์ และส่ง ชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ อดีตนายแบงก์พาณิชย์ มาเป็นประธานไอแบงก์

ขณะนี้ผ่านมา 3 เดือนเต็มเข้าสู่เดือนที่ 4 แต่ความคืบหน้าของแก้ปัญหาของทั้งสองแบงก์แตกต่างกันค่อนข้างมาก ขณะที่เอสเอ็มอีแบงก์คืบหน้าอย่างรวดเร็ว แต่ไอแบงก์กลับเป็นไปอย่างเชื่องช้า และยังมีหนี้เสียไหลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สาเหตุสำคัญคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากสไตล์การบริหารงานของประธานแบงก์ทั้งสองแห่งที่แตกต่างกัน โดย สาลินี มาจากสายตรวจสอบของ ธปท. ประกอบกับท่าที่ส่วนตัวที่ตรงไปตรงมา ทำให้แก้ปัญหาได้รวดเร็ว

ด้าน ชัยวัฒน์ ที่เป็นนายแบงก์พาณิชย์เก่า มีการบริหารงานที่ประนีประนอมและเข้ามาตัวคนเดียว จึงต้องระมัดระวังในการแก้ปัญหา ทำให้เมื่อเทียบกับการแก้ปัญหาของเอสเอ็มอีแบงก์ที่ทำได้ไวกว่า ไอแบงก์จะดูล่าช้ากว่ามาก

สำหรับเอสเอ็มอีแบงก์ ตั้งแต่ สาลินี เข้ามานั่งเป็นประธานได้เดินหน้าแก้ปัญหาเร่งด่วน คือ การแก้ไขหนี้เสียและการขยายสินเชื่อใหม่ เพื่อให้สัดส่วนหนี้เสียลดลง โดยหนี้เสียหลังจากมีการตรวจสอบฐานะ (ดิวดิลิเจ้นท์) มีอยู่ 3.38 หมื่นล้านบาท ได้ถูกแยกแยะออกเป็นกลุ่ม โดยหนี้ที่มีหลักประกันแต่ไม่ได้ดำเนินกิจการแล้ว 1.1 หมื่นล้านบาท ก็จะขายให้คนอื่นไปบริหาร ส่วนหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน 5,000 ล้านบาท
จะจ้างเอกชนมาบริหาร เพื่อได้เก็บกำลังของเจ้าหน้าที่ไปขยายสินเชื่อแทน

ด้านการขยายสินเชื่อก็มีเมนูสินเชื่อให้เลือกหลากหลาย เน้นรายย่อยที่ขอกู้ไม่เกิน 15 ล้านบาท เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเอสเอ็มอีที่แท้จริง ยังมีการร่วมทุนที่มีการดำเนินการชัดเจน มีการตั้งกองทุนร่วมทุนขึ้น และดึงพันธมิตรเอกชนเข้ามาร่วมด้วย โดยมีบริษัทร่วมทุนที่มีชื่ออย่าง ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล อดีตผู้ว่าการ ธปท. เข้ามาแจมยิ่งเป็นการเรียกความเชื่อมั่นด้านภาพลักษณ์ของเอสเอ็มอีแบงก์ให้กลับมาเร็วขึ้น

นอกจากนี้ การสรรหากรรมการผู้จัดการของเอสเอ็มอีแบงก์ที่ล้มๆ ลุกๆ มาหลายครั้ง ล่าสุดก็สามารถดึงผู้บริหารธนาคารออมสิน สุพจน์ อาวาส มาเป็นกรรมการผู้จัดการเอสเอ็มอีแบงก์คนใหม่ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาของแบงก์ให้เป็นตามนโยบาย

ความชัดเจนในการแก้ไขปัญหาของเอสเอ็มอีแบงก์ ทำให้แผนฟื้นฟูของเอสเอ็มอีแบงก์ผ่านความเห็นชอบจากซูเปอร์บอร์ดได้ไม่อยาก แม้แต่การแก้ไขปัญหาทุจริตที่ถูกบรรจุไว้ในแผนว่าจะต้องดำเนินการกับคนที่เกี่ยวข้อง ล่าสุดคณะกรรมการของแบงก์ได้เลิกจ้างผู้บริหารระดับสูงของแบงก์ 3 ราย ที่ทำให้ธนาคารเสียหายจากการปรับปรุงสาขาใหม่ ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ที่เคยไม่เกิดขึ้นมาก่อน ทั้งที่มีการสอบสวนกันมาหลายประธานแบงก์แล้ว แต่ก็ถูกเตะถ่วงกันไปมา

นอกจากนี้ เอสเอ็มอีแบงก์ยังเตรียมฟ้องลูกหนี้และเจ้าหน้าที่ของแบงก์ในโครงการร่วมทุนที่ทำให้ธนาคารเสียหาย เนื่องจากลูกหนี้ไม่ยอมจ่ายปันผลให้กับธนาคาร และมีการโอนถ่ายกำไรออกจากบริษัทอย่างแยบยล แต่ไม่อาจผ่านสายตาของประธานที่มาจากสายตรวจสอบของ ธปท.ที่เชี่ยวชาญด้านบัญชีสามารถมองเห็นความไม่ชอบมาพากลของตัวเลขที่เกิดขึ้น

ประธานเอสเอ็มอีแบงก์ยังได้สยบสหภาพแรงงานของธนาคารที่ออกมากดดันเรียกร้องโบนัสของผลการดำเนินการปี 2556 ที่คณะกรรมการเก่าได้อนุมัติไว้ว่าจะให้โบนัสสูงถึง 3-4 เดือน ทั้งที่ฐานะธนาคารย่ำแย่ มีหนี้เสียท่วมแบงก์ กำไรที่เกิดขึ้นก็เป็นการสร้างตัวเลขทางบัญชี ไม่ได้มาจากผลการดำเนินงานจริง ทำให้ประธานคนใหม่ต้องเสียงแข็งแจงให้พนักงานเห็นใจแบงก์ และควรร่วมใจกันแก้ปัญหา หากผลการดำเนินงานของแบงก์ในปี 2557 ออกมาดี เรื่องโบนัสก็ไม่ไกลเกินเอื้อม

นั่นคือความคืบหน้าของการแก้ไขปัญหาของเอสเอ็มอีแบงก์ ในเวลาเพียง 3-4 เดือน สามารถแก้ปัญหามาได้ไกล เป็นระบบ เห็นภาพที่ธนาคารเดินไปข้างหน้าชัดเจน

ส่วนการแก้ไขปัญหาไอแบงก์ ต้องยอมรับว่าคืบหน้าน้อยกว่าเอสเอ็มอีแบงก์ หนี้เสียเพิ่มจาก 4 หมื่นล้านบาท ใกล้แตะ 5 หมื่นล้านบาท การขยายสินเชื่อก็ยังไม่ได้มาก ทำให้แผนฟื้นฟูของไอแบงก์ยังไม่ผ่านความเห็นชอบแบบเต็มแผน โดยซูเปอร์บอร์ดให้เวลาอีก 3 เดือน ในการบริหารหนี้เสียให้ลดลง ขยายสินเชื่อใหม่ที่เป็นลูกค้ามุสลิม หากเดือน มี.ค. 2558 ไม่ได้ตามเป้า ไอแบงก์อาจไม่ได้เงินเพิ่มทุน

นอกจากนี้ แผนการแก้ไขไอแบงก์ยังไม่ละเอียดพอ เช่น กรณีที่ผู้บริหารแบงก์เสนอขายหนี้เสียให้บริษัทบริหารหนี้ 5 หมื่นล้านบาท และขอเงินเพิ่มทุนจากกระทรวงการคลังอีก 1.5 หมื่นล้านบาท โดยอ้างว่าได้รับความเห็นชอบจากจากซูเปอร์บอร์ด ก็ถูกกระทรวงการคลังออกมาบอกปัดทันที ว่าทั้งคลังและซูเปอร์บอร์ดยังไม่ได้เห็นชอบเรื่องดังกล่าว

ขณะที่การแก้ไขปัญหาทุจริตของไอแบงก์ ยังถูกดองเงียบ ทั้งที่ผ่านมา ธปท.ตรวจสอบพบว่ามีการปล่อยสินเชื่อรายใหญ่ในลักษณะจ่ายเงินปากถุงให้กับคนใกล้ชิดนักการเมืองหลายโครงการ สร้างความเสียหายให้แบงก์จำนวนมาก แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะนำกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องมารับผิดชอบได้อย่างไร

เมื่อการแก้ไขปัญหาของไอแบงก์ดูเหมือนจะแย่ลง การสรรหากรรมการผู้จัดการคนใหม่ก็ยากตามไปด้วย เพราะขนาดอยู่ในช่วงรัฐบาลของ คสช. ฝ่ายนโยบายของธนาคารยังไม่กล้าลุยไฟสางปัญหา
หากพ้นรัฐบาลนี้ไป ก็ยากที่จะแก้ปัญหาได้

การแก้วิกฤตแบงก์รัฐ โดยเฉพาะไอแบงก์จึงต้องเร่งขันนอต เพราะมีเอสเอ็มอีแบงก์เป็นคู่เปรียบเทียบอยู่ และที่สำคัญ ถ้าเวลานี้ที่อำนาจล้นมือยังแก้ไม่ได้ ก็หมดหวังจะดึงไอแบงก์ให้พ้นวิกฤตได้

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ