posttoday
ตลาดหนังปีหน้าคึก ไทยท้าชิงเค้กฮอลลีวู้ด

ตลาดหนังปีหน้าคึก ไทยท้าชิงเค้กฮอลลีวู้ด

26 ธันวาคม 2557

แม้ว่าปี 2557 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัว จากผลกระทบการเมือง เศรษฐกิจโลกและปัจจัยอื่น ซึ่งธุรกิจภาพยนตร์ก็โดนกระทบเช่นกัน แต่หากมาดูภาพรวมของมูลค่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของประเทศไทยในปีนี้ถือว่ายังมีอัตราการเติบโตเป็นที่น่าพอใจ มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 4,200 ล้านบาท ได้สำเร็จ

แม้ว่าปี 2557 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัว จากผลกระทบการเมือง เศรษฐกิจโลกและปัจจัยอื่น ซึ่งธุรกิจภาพยนตร์ก็โดนกระทบเช่นกัน แต่หากมาดูภาพรวมของมูลค่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของประเทศไทยในปีนี้ถือว่ายังมีอัตราการเติบโตเป็นที่น่าพอใจ มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 4,200 ล้านบาท ได้สำเร็จ

ในส่วนของมูลค่าดังกล่าวแบ่งเป็นสัดส่วนภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดประมาณ 75% ภาพยนตร์ไทย 25% และภาพยนตร์อื่นๆ เช่น จีน เกาหลี ญี่ปุ่น อีกประมาณ 1% ซึ่งตลาดที่คึกคักมากที่สุด คือ ตลาดภาพยนตร์ไทย เนื่องจากปีนี้มีภาพยนตร์ไทยเข้าฉายมากถึง 69 เรื่อง เพิ่มขึ้นจากปี 2556 ที่ภาพยนตร์ไทยเข้าฉายกว่า 50 เรื่องเท่านั้น

จากจำนวนภาพยนตร์ไทยที่เข้าฉายมาก ส่งผลให้ปีนี้ภาพยนตร์ไทยทุบสถิติมีจำนวนภาพยนตร์เข้าฉายมากที่สุดในรอบกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดสถิติใหม่ คือ จำนวนผู้สร้างหน้าใหม่ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากในปีนี้

วิสูตร พูลวรลักษณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จีทีเอช กล่าวว่า การที่ภาพรวมของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในประเทศไทยตกไปประมาณ 4-5% ส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบภายในประเทศ และอีกส่วนหนึ่งมาจากมีการแข่งขันฟุตบอลโลก เพราะทุกครั้งที่มีการแข่งขันกีฬารายการดังกล่าว ภาพรวมตลาดภาพยนตร์จะชะลอตัว โดยเฉพาะตลาดภาพยนตร์ไทย

ทั้งนี้ ก่อนหน้าที่จะมีภาพยนตร์ของจีทีเอช เรื่องไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้ เข้าฉาย ตลาดภาพยนตร์ไทยมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 20% แต่หลังจากภาพยนตร์ดังกล่าวเข้าฉาย ส่งผลให้ภาพยนตร์ไทยกลับมามีส่วนแบ่ง 25% แล้ว

ปัจจุบันตลาดภาพยนตร์ไทยแบ่งผู้สร้างได้ 3 ประเภท ประกอบด้วย 1.กลุ่มผู้สร้างจากสตูดิโอ กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่ใช้งบลงทุนสร้างภาพยนตร์ค่อนข้างสูงเฉลี่ย 10-30 ล้านบาท จึงทำให้ภาพยนตร์แต่ละเรื่องที่นำเข้ามาฉายส่วนใหญ่จะประสบความสำเร็จ

กลุ่มที่ 2 จะเป็นกลุ่มผู้สร้างหน้าใหม่ ซึ่งปีนี้เห็นมาก เช่น กลุ่มผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องศรีธนญชัย และเรื่องผู้บ่าวไทบ้าน อีสานอินดี้ กลุ่มนี้จะใช้งบสร้างเรื่องละ 4-10 ล้านบาท และกลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มผู้สร้างภาพยนตร์อินดี้ เช่น ภาพยนตร์สารคดี ซึ่งปีหน้ามีผู้สนใจเข้ามาสร้างภาพยนตร์แนวดังกล่าวมากถึง 10-20 ราย จากปกติจะมีเพียง 3-4 รายเท่านั้น โดยกลุ่มนี้ทุนสร้างจะอยู่ที่ประมาณ 3 แสน-4 ล้านบาท

สำหรับในส่วนของบริษัท จีทีเอช ยังคงเดินหน้าสร้างภาพยนตร์ปีละ 3 เรื่องเหมือนกับเมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา ภายใต้งบเรื่องละ 20-30 ล้านบาท จากเดิมจะผลิตฉายปีละ 7 เรื่อง เพื่อให้การบริหารงานคล่องตัวและผลิตภาพยนตร์ที่มีคุณภาพเข้าฉาย เช่นเดียวกับปี 2558 จีทีเอชมีแผนสร้างภาพยนตร์ 3 เรื่อง

วิสูตร กล่าวถึงภาพรวมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ปี 2558 คาดว่าการแข่งขันรุนแรงกว่าปีนี้ เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจเริ่มดี ผู้สร้างภาพยนตร์จากต่างประเทศมีแผนนำภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เข้าฉายจำนวนมาก เช่น เจมส์ บอนด์, สตาร์ วอร์ส ภาค 7, ฟาสต์ แอนด์ ฟิวเรียส 7, เทอร์มิเนเตอร์ และดิ อเวนเจอร์ส

ขณะที่ฝั่งภาพยนตร์ไทยคาดจะมีเข้าฉายกว่า 50 เรื่อง ซึ่งปีหน้าถือเป็นปีที่ภาพยนตร์ไทยทำการตลาดลำบาก เนื่องจากมีภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดฟอร์มยักษ์เข้าฉายจำนวนมาก ดังนั้นผู้ประกอบการไทยควรมีแผนตลาดดี

วิสูตร กล่าวอีกว่า ในส่วนของบริษัทจะใช้กลยุทธ์ความแตกต่างสู้กับคู่แข่ง เช่น ถ้าภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เป็นแนวแอ็กชั่นก็จะนำภาพยนตร์ตลก หรือภาพยนตร์แนวผีเข้าฉาย ซึ่งที่ผ่านมาได้ทดลองกับเรื่องพี่มากพระโขนงที่ฉายชนกับจีไอโจ พบว่าผลตอบรับดี

จากการแข่งขันที่คาดว่าจะรุนแรงมากขึ้นในปี 2558 ภาพรวมอุตสาหกรรมภาพยนตร์จะทะลุ 5,000 ล้านบาทแน่ แต่ส่วนแบ่งหนังไทยจะทะลุ 30% หรือไม่ คงต้องรอลุ้นกันเหนื่อย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท