
ผ้าไหมไทยโคราช เพิ่มมูลค่าสีธรรมชาติ
หลังว่างเว้นจากช่วงทำนา เกษตรกรหลายรายจะหันมาประกอบอาชีพอื่นๆ เพื่อเสริมรายได้ เช่นเดียวกับ เข็มเพชร สุพรรณพงษ์ ประธานกลุ่มทอผ้าไหมบ้านหนองเทียมพัฒนา อ.สีดา จ.นครราชสีมา ที่ได้รวมกลุ่มชาวบ้านมาตั้งแต่ปี 2548 ถึงปัจจุบันมีสมาชิกราว 17 ราย เข้าร่วมผลิตผ้าไหมไทยในรูปแบบอุตสาหกรรมชุมชน ที่มีกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ สำหรับผลิตผ้าไหมไทยโคราชอันขึ้นชื่อ
หลังว่างเว้นจากช่วงทำนา เกษตรกรหลายรายจะหันมาประกอบอาชีพอื่นๆ เพื่อเสริมรายได้ เช่นเดียวกับ เข็มเพชร สุพรรณพงษ์ ประธานกลุ่มทอผ้าไหมบ้านหนองเทียมพัฒนา อ.สีดา จ.นครราชสีมา ที่ได้รวมกลุ่มชาวบ้านมาตั้งแต่ปี 2548 ถึงปัจจุบันมีสมาชิกราว 17 ราย เข้าร่วมผลิตผ้าไหมไทยในรูปแบบอุตสาหกรรมชุมชน ที่มีกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ สำหรับผลิตผ้าไหมไทยโคราชอันขึ้นชื่อ
เข็มเพชร บอกถึงจุดเด่นผ้าไหมไทยของกลุ่มที่แตกต่างไปจากแหล่งผลิตอื่นในพื้นที่เดียวกัน คือ เป็นผ้าไหมไทยที่ใช้สีย้อมจากธรรมชาติ โดยใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ๆ รอบชุมชน ทั้งใบไม้ ดอกไม้ หรือแม้แต่ผลไม้ ที่ให้ได้ครบทุกแม่สี แดง น้ำเงิน เหลือง ซึ่งทางกลุ่มเริ่มแนวคิดผลิตผ้าไหมคุณสมบัติดังกล่าวมาตั้งแต่ 3 ปีก่อน โดยได้ความรู้มาจากอาจารย์มหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ที่นำมาผสมผสานกับภูมิปัญญาชาวบ้านด้านการทอผ้าไหมที่สืบต่อกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย
สำหรับผ้าไหมไทยที่ใช้สีจากธรรมชาติของกลุ่มได้รับการตอบรับดีจากกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าคนเมืองหลวงและต่างชาติที่สนใจผ้าไหมไทย ผ่านการออกงานแสดงสินค้าต่างๆ ที่มักมีผู้เข้ามาสอบถามและติดต่อซื้อผ้าไหมไทยของทางกลุ่ม นอกเหนือจากการขายปลีกในแต่ละบ้านสมาชิก รวมถึงตัวเธอเองยังได้นำผ้าไหมติดตัวไปด้วยเสมอ ส่วนหนึ่งเพื่อแสดงสินค้าให้กับผู้สนใจได้เห็นของจริง และสร้างโอกาสในการตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น
“จากการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยดังกล่าว ทำให้สินค้าของทางกลุ่มสามารถขายได้ในราคาสูงขึ้น เช่น ผ้าไหมย้อมสีธรรมชาติ รูปแบบผ้าคลุมไหล่ขนาด 1.8 x 15 ซม. จะมีราคาต่อผืนอยู่ที่ 800-1,200 บาท หรือหากจำหน่ายแบบเมตรจะอยู่ที่ 800-1,000 บาท ต่างจากผ้าไหมที่ย้อมสีเคมีจะมีราคาอยู่ที่ 500 บาท/ผืน” เข็มเพชร กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้จะเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าผ้าไหมไทยเพื่อให้สามารถจำหน่ายได้ในราคาที่ดีขึ้นนั้น แต่ทางกลุ่มเองก็อยากให้ภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ความรู้ด้านต่างๆ เพิ่ม ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงช่องทางการขายสินค้าที่สอดคล้องกับกำลังผลิตของทางกลุ่ม ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมชุมชนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพราะเริ่มตั้งแต่การปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ทอผ้าไหม ออกแบบตัดเย็บ เป็นต้น เป็นปัจจัยที่มีผลต่อการผลิตสินค้าที่ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบเช่นกัน
ปัจจุบัน สมาชิก 1 ราย หรือครัวเรือนสามารถผลิตผ้าผืนออกมาได้ราว 30 ชิ้น/คน/เดือน หรือกลุ่มมีกำลังผลิตอยู่ที่ประมาณ 500 ชิ้น/เดือน รวมถึงปัจจุบันยังได้มีการทำงานในลักษณะเครือข่ายร่วมกับกลุ่มสมาชิกวิสาหกิจผ้าไหมไทยที่อยู่ใกล้เคียง หากมีคำสั่งซื้อ (ออร์เดอร์) เข้ามาจำนวนมากในแต่ละช่วง ซึ่งทางกลุ่มประเมินแล้วว่าไม่สามารถผลิตออกมาจำหน่ายได้พอ
นอกจากนี้ หากกลุ่มสามารถควบคุมปริมาณการผลิตผ้าไหมได้อย่างเป็นระบบแล้ว ยังมองว่าจะทำให้มีโอกาสขยายการทำตลาดสินค้าผ้าไหมไทยย้อมสีธรรมชาติไปยังต่างประเทศเพิ่มขึ้นด้วย
ในส่วนของรายได้จากการทอผ้าไหมของสมาชิกกลุ่มในแต่ละครัวเรือนนั้นจะแตกต่างกันออกไป แต่จากการปรับตัวด้วยการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นภูมิปัญญาดั้งเดิม สามารถสร้างรายได้ให้กับกลุ่มชาวนาที่เข้าทำอาชีพเสริมได้เพิ่มขึ้นได้ถึงหลัก 1.5 แสนบาท/ปี จากก่อนหน้าจะมีรายได้อยู่ที่ราว 8 หมื่นบาท/ปี
ถือเป็นอีกวิสาหกิจชุมชนที่คิดค้นและพัฒนา เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า สามารถสร้างรายได้ให้ชุมชนเพิ่มขึ้น







