
‘CSS’ลุยโรงไฟฟ้าในญี่ปุ่น
CSS โกอินเตอร์ ร่วมทุนตั้ง “ไพร์ม รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่” ลุยโซลาร์เซลล์ 10.2 เมกะวัตต์ ที่ญี่ปุ่น
CSS โกอินเตอร์ ร่วมทุนตั้ง “ไพร์ม รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่” ลุยโซลาร์เซลล์ 10.2 เมกะวัตต์ ที่ญี่ปุ่น
นายสมพงษ์ กังสวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คอมมิวนิเคชั่น แอนด์ ซิสเต็มส์ โซลูชั่น (CSS) เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริษัทประชุมวันที่ 24 ธ.ค. 2557 มีมติให้ร่วมลงทุนกับบริษัท ไพร์ม โร้ด แคปปิตอล จัดตั้งบริษัทร่วมทุนชื่อ “ไพร์ม รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่” สัดส่วนการร่วมทุน 50:50
ทั้งนี้ เพื่อรองรับการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาด 10.2 เมกะวัตต์ เมืองคันไซ ประเทศญี่ปุ่น มูลค่าเงินลงทุนทั้งสิ้น 1,000 ล้านบาท โครงการขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าญี่ปุ่นได้รับสัมปทานการขายไฟฟ้าเป็นเวลา 20 ปี สามารถขายไฟฟ้าในอัตรารับซื้อไฟฟ้าแบบ Feed-in-Tariff หน่วยละ 40 เยน คาดว่าดำเนินการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าของญี่ปุ่นในปี 2558 และรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 4/2558 เป็นต้นไป
“การร่วมลงทุนจัดตั้งบริษัทเพื่อดำเนินโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ที่ญี่ปุ่นในครั้งนี้ CSS จะลงทุนในสัดส่วน 50% โดยใช้เงินลงทุนไม่มาก บางส่วนได้จากการใช้สิทธิใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นสามัญ (วอร์แรนต์) ชุดที่ 1 (CSS-W1) และการจัดหาแหล่งทุน มั่นใจว่าการร่วมทุนครั้งนี้ช่วยเสริมศักยภาพธุรกิจของบริษัท ทำให้กำไรเติบโตขึ้นเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศ และกระจายความเสี่ยงในการทำธุรกิจ”
ประธานกรรมการบริหาร CSS กล่าวว่า การลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ญี่ปุ่น ยังน่าสนใจและเปิดกว้าง เนื่องจากรัฐบาลญี่ปุ่นพยายามหาแหล่งพลังงานทดแทนอื่นๆ เพื่อลดการพึ่งพิงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ ทำให้พลังงานทดแทนด้านอื่น โดยเฉพาะจากโซลาร์เซลล์ได้รับความสนใจจากนักลงทุนสูงมาก
นายสมพงษ์ กล่าวว่า อนาคตโครงสร้างรายได้รวมจะเปลี่ยนแปลง ภายหลังรับรู้รายได้จากการขายไฟฟ้าให้รัฐบาลญี่ปุ่นแล้ว เบื้องต้นจะมีรายได้จากธุรกิจพลังงานเข้ามา 10-15% ของรายได้รวม สำหรับรายได้ธุรกิจโทรคมนาคมและธุรกิจเทรดดิ้งที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง คาดว่าทั้งปีทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 4,000 ล้านบาท
สำหรับภาพรวมธุรกิจปี 2558 เชื่อว่า เติบโตจากปี 2557 เนื่องจากมีรายได้การขายไฟฟ้าเข้ามาในไตรมาส 4/2558 และงานประมูลใหม่
“บริษัทมีนโยบายที่จะขยายการลงทุนในธุรกิจพลังงานทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ในอนาคตประเมินว่าธุรกิจพลังงานทดแทนยังเป็นธุรกิจที่มีความโดดเด่นเป็นพลังงานทางเลือกที่เป็นที่ต้องการของตลาด สร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศอีกด้วย” นายสมพงษ์ กล่าว
แหล่งข่าวจากนักวิเคราะห์เปิดเผยว่า คาดการณ์ CSS จะเพิ่มการผลิตไฟฟ้าให้กับรัฐบาลญี่่ปุ่นอีก 14-16 เมกะวัตต์ หรือรวมโครงการแรกแล้ว อย่างน้อย 20 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ CSS ยังสนใจขอใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ในประเทศอีก 20 เมกะวัตต์ รวมแล้วทั้งในและต่างประเทศอย่างต่ำ 40 เมกะวัตต์ ซึ่งจะทำให้โครงสร้างรายได้การขายไฟฟ้าขยับขึ้นมาเป็นรายได้หลักอย่างต่ำ 35% ของรายได้รวม มองว่าโครงการผลิตไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศต่อไปต้องใช้เงินทุนสูง คาดว่า CSS จำเป็นต้องเพิ่มทุนในอนาคตเร็วๆ นี้
ด้าน น.ส.วันดี กุญชรยาคง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี (SPCG) กล่าวว่า บริษัท โซล่า เพาเวอร์ (SPC) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ SPCG ถือหุ้น 99.99% อนุมัติให้ซื้อหุ้นโซล่า เพาเวอร์ (สกลนคร 1) หรือ SN 1 และบริษัท โซล่า เพาเวอร์ (นครพนม 1 ) หรือ SP 1 จากมูลนิธิพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มเติมอีกบริษัทละ 10% ส่งผลให้ถือหุ้นเพิ่มเป็น 61% มูลค่าซื้อรวม 50.148 ล้านบาท
ทั้งนี้ SPC ซื้อหุ้น SN 1 จำนวน 2,178,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 10.52 บาท และซื้อ NP 1 จำนวน 2,180,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 12.49 บาท
นอกจากนี้ SPCG ยังได้รับเงินปันผลจาก SPC จำนวน 299.99 ล้านบาท ซึ่ง SPC เป็นผู้พัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์ม รวม 34 โครงการ เพื่อจำหน่ายไฟฟ้าตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)
การจ่ายปันผลดังกล่าว ส่งผลให้ราคาหุ้น SPCG มีแรงซื้อเข้ามาหนาแน่น และราคาปรับตัวขึ้นสวนตลาดหุ้นโดยรวมที่ปรับตัวลงร่วม 30 จุด โดย SPCG ปิด 27 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท มูลค่าซื้อขาย 48 ล้านบาท







