
บลจ.วรรณรุกกองสำรองเลี้ยงชีพ
บลจ.วรรณ คว้าบริหารสำรองเลี้ยงชีพ “การบินไทย” หนุนสินทรัพย์แตะแสนล้านเดือน ม.ค.ปีหน้า
บลจ.วรรณ คว้าบริหารสำรองเลี้ยงชีพ “การบินไทย” หนุนสินทรัพย์แตะแสนล้านเดือน ม.ค.ปีหน้า
นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) วรรณ เปิดเผยว่า บริษัทได้รับการคัดเลือกจากบริษัท การบินไทย ให้เป็น 1 ใน 3 บลจ.ที่ได้บริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมูลค่าประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (เอยูเอ็ม) ของบริษัทเพิ่มขึ้นแตะ 1 แสนล้านบาท ในสิ้นเดือน ม.ค. 2558
นอกจากนี้ ยังส่งผลให้ขนาดกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทเพิ่มขึ้นจาก 2,500 ล้านบาท ในปัจจุบันเป็น 1.6 หมื่นล้านบาท หลังจากได้เริ่มบริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้บริษัท การบินไทย ในเดือน ม.ค. 2558
นายวิน กล่าวว่า ในสิ้นปีนี้บริษัทคาดว่าจะมีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (เอยูเอ็ม) อยู่ที่ประมาณ 8.8 หมื่นล้านบาท โดยธุรกิจกองทุนรวมเติบโต 25% กองทุนส่วนบุคคลเติบโต 40% และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเติบโต 8% และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เติบโตประมาณ 20%” นายวิน กล่าว
สำหรับแผนงานในปี 2558 จะเน้นธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพิ่มมากขึ้น หลังจากได้บริหารให้บริษัท การบินไทย ซึ่งน่าจะสะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของระบบการบริหารความเสี่ยงและบุคลากรของบริษัท รวมถึงการบริหารจัดการกองทุนของ บลจ.วรรณ
“แม้เราจะไม่ได้สร้างผลตอบแทนเป็นอันดับหนึ่งในอุตสาหกรรม แต่ผลตอบแทนของเราก็ไม่วูบวาบ แต่จะมีความสม่ำเสมอ จึงเป็นสิ่งที่ลูกค้าพอใจ” นายวิน กล่าว
ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนลูกค้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่เป็นบริษัทเอกชนประมาณ 70% และรัฐวิสาหกิจ 30%
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของธุรกิจกองทุนรวมมีแผนออกกองทุนใหม่ๆ เพื่อเพิ่มช่องทางการลงทุนให้กับลูกค้ามากขึ้น
นายวิน กล่าวว่า แนวโน้มการลงทุนในตลาดหุ้นปี 2558 มองเป้าหมายดัชนีไว้ที่ 1,700 จุด ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จากปีนี้ที่คาดว่าดัชนีจะอยู่ที่ 1,550-1,600 จุด แต่ภาพรวมดัชนีตลาดหุ้นไทยในปีหน้าจะมีความผันผวนมากขึ้น เนื่องจากมีทั้งปัจจัยบวกและลบที่กดดันตลาดอย่างต่อเนื่อง เช่น ปัจจัยในต่างประเทศและโรคระบาด
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน จึงแนะนำลงทุนหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลดี เช่น กลุ่มสื่อสาร กลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่จะได้รับประโยชน์จากเรื่องอัตราดอกเบี้ย โดยมองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีโอกาสปรับตัวลง 2 ครั้งในปีหน้า รอบแรกในช่วงต้นปี 0.25% และกลางปีอีก 0.25% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ







