
‘2015’ ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง ของ Brand (ตอนจบ)
สังคมจะน่าอยู่ขึ้น ทุกวันนี้เรายอมรับไหมว่า สังคมที่เราอยู่อาศัยอยู่ลำบากขึ้นทุกวัน การเบียดเบียน แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ความเห็นแก่ตัว การไม่ใส่ใจคนรอบข้าง มีให้พบเห็นอยู่ทั่วไป ความเครียดและการแข่งขันก่อให้เกิดการใช้ชีวิตที่ไร้จิตใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สังคมจะน่าอยู่ขึ้น ทุกวันนี้เรายอมรับไหมว่า สังคมที่เราอยู่อาศัยอยู่ลำบากขึ้นทุกวัน การเบียดเบียน แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ความเห็นแก่ตัว การไม่ใส่ใจคนรอบข้าง มีให้พบเห็นอยู่ทั่วไป ความเครียดและการแข่งขันก่อให้เกิดการใช้ชีวิตที่ไร้จิตใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การทำให้เป็นพลเมืองที่อยู่ในสังคมที่น่าอยู่ขึ้น เห็นอกเห็นใจกัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่จะต้องเริ่มจากการแก้ไขปัญหาสังคมเมือง ให้มีชีวิตจิตใจขึ้นตลอด จนการสร้างสรรค์ศิลปะให้เต็มไปทุกมุมเมืองอย่างมีสาระ และเป็นประโยชน์ตอบโจทย์ความจำเป็นที่เป็นสาธารณะ ดังจะเห็นได้ในชนบทที่การดำเนินชีวิตช้าๆ ไม่เร่งร้อนมากมาย คนรวยๆ มักแสวงหาความสงบยามบั้นปลายชีวิตแบบนี้
กระแสเหล่านี้โหยหามากในหมู่คนเมือง เทรนด์นี้ถือเป็นโอกาสที่ดีของ Brand ในการแสดงน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ผ่าน Brand space จะช่วยคนเมืองให้ใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายขึ้น และค้นหาสิ่งใหม่ๆ เผื่อการพักผ่อนหย่อนใจอย่างมีศิลปะ อย่างเช่นที่ Co-working space ทั้งหลายเขาทำกัน ที่เรียกว่า BYOD (Bring Your Own Device) ใครมีอุปกรณ์ก็นำมาเอง แต่มาใช้ทรัพยากรร่วมกัน เช่น โต๊ะ เก้าอี้ Printer
การหันมาใช้ของกลางร่วมกัน ทำให้ประหยัดแล้วบริจาคเงินเป็นค่าน้ำร้อนน้ำชา หรือการสร้างที่ชาร์จแบตโทรศัพท์มือถือผ่านโซลาร์เซลล์ของ AT&T หรือ IKEA นำเฟอร์นิเจอร์ไปวางที่สนามบินเพื่อให้คนได้นั่งพัก การใช้อุปกรณ์ดิจิทัลกับอุปกรณ์ตรวจวัดจิตใจ ช่วยพัฒนาด้านจิตวิญญาณและทำสมาธิ ซึ่งมาในรูปแบบของแอพพลิเคชั่นช่วยให้ผู้บริโภคใช้ชีวิตดีขึ้นในชีวิตประจำวัน หรือจะเป็นเกมที่ช่วยพัฒนาสมองก็มาแรงเหมือนกัน
สรรพสิ่งเหล่านี้ล้วนฟรีทั้งสิ้น มันขึ้นอยู่กับสภาวะจิตใจในขณะนั้นว่า ความรู้สึกในการใช้ทรัพยากรฟรีร่วมกันนั้น สมควรจะจ่ายค่าบริหารจัดการหรือไม่ สิ่งเหล่านี้จะเปิดบทบาทใหม่ของการดำรงชีวิตของผู้บริโภค ที่แสวงหาความไม่เบียดเบียนกัน แล้วแบรนด์ก็การทำหน้าที่ของมันในการสร้างคุณค่าในความรู้สึกลูกค้าได้อย่างดีเยี่ยม สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นในโลกปีหน้า
เชื่อในสิ่งที่เห็นเท่านั้น ต่อจากนี้ไปคนต้องการบริโภคความจริงเท่านั้น เพราะเบื่อหน่ายต่อกระแสโกหกหลอกลวงใน Social Media ดังนั้น Brand ควรโปร่งใสตรวจสอบได้ และมีข้อเท็จจริงมากขึ้น Brand ควรออกมาพูดเอง แสดงความจริงใจต่อผู้บริโภค เพราะยุคนี้ผู้บริโภคมีข้อมูลเกี่ยวกับสินค้ามากมาย ทำให้มี Device มารองรับมากขึ้น ผู้บริโภคจึงเลือกรับข้อมูลมาตัดสินด้วยตนเอง ทำให้การโฆษณาแบบเน้นขายของอย่างเดียว (Hard-sell) ทำไม่ได้แล้วและต้องเลิกในที่สุด
การสื่อสาร Brand ควรตอบคำถามต่างๆ โดยออกเป็นแคมเปญต่างๆ จากสิ่งที่เคยถูกนินทาจะกลายเป็นสิ่งที่ถูกตีแผ่ด้วย Brand Content เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคเห็นและเชื่อด้วยตัวเอง เทรนด์การทำ Experiment หรือ Research จะเป็นที่นิยม ในการเปรียบเทียบข้อเท็จจริงให้ผู้บริโภคเห็นด้วยตนเองเลย เป็นการเอาปัญหาที่ผู้บริโภคมีต่อโปรดักส์นั้นมาทดลอง จะทำอะไรกับสังคมเมืองก็ควรถามพลเมืองของเขาเสียก่อนว่าสมควรทำหรือไม่ อย่าคิดเข้าข้างตนเองว่าผู้บริโภคยินดีทำ Open Cuisine เปิดเผยกันไปเลยทุกขั้นตอน ไม่มีหมกเม็ดว่าทำยังไงมันถึงอร่อย หากใครคิดจะเลียนแบบก็ได้ไม่ปิดบังกัน หรือ Program “Our Food Your Question” ของ McDonald’s และการทดลองรถ Fuel Cell ของค่าย Hyundai เป็นต้น
จิตวิญญาณของการสร้างสรรค์ตอบโจทย์ชีวิตผู้บริโภคและโลกที่สวยงาม ในปีนี้จะพูดถึงเรื่องจิตวิญญาณ และโลกที่สวยงามมากขึ้น สังคมแวดล้อม เน้นจุดยืนใหม่โดยเป็นแบรนด์แห่งความดี เป็นแบรนด์เพื่อสังคม เป็นแบรนด์รณรงค์เพื่อปัญหาสังคมด้านใดด้านหนึ่ง โดยแบรนด์จะเป็นพลังขับเคลื่อนใหญ่ในการสร้างสรรค์ให้ผู้บริโภคได้แสดงออกถึงสิ่งที่ตัวเองใส่ใจสำหรับสังคมและชุมชนที่เขาอาศัย







