
กระทุ้งบุกหัวเมืองอาเซียน
เอกชนแนะเจาะตลาดหัวเมืองใหญ่อาเซียนเพิ่ม กระพือค้าชายแดน เน้นอุตฯ แปรรูปมากขึ้น
เอกชนแนะเจาะตลาดหัวเมืองใหญ่อาเซียนเพิ่ม กระพือค้าชายแดน เน้นอุตฯ แปรรูปมากขึ้น
นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในปี 2558 สถานการณ์การส่งออกสินค้าของไทยอาจจะมีปัญหาต่อเนื่องจากปีนี้ เนื่องจากมีปัจจัยราคาน้ำมันที่ลดลง ส่งผลให้ตลาดใหม่ของไทยที่เป็นผู้ส่งออกน้ำมันอาจมีปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งจะกระทบต่อการส่งออกของไทย ดังนั้นภาคการส่งออกควรหันมาเน้นตลาดอาเซียนและสหรัฐอเมริกามากขึ้นในปีนี้
สำหรับปีหน้าจะต้องเน้นเจาะตลาดหัวเมืองใหญ่ในประเทศกลุ่มอาเซียนมากขึ้น เพื่อเพิ่มยอดการส่งออก โดยสินค้าไทยมีจุดแข็งที่ผู้บริโภคให้ความนิยมอยู่แล้ว จึงควรอาศัยจุดเด่นดังกล่าวไปขยายตลาดจัดงานแสดงสินค้า ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น
ขณะที่การค้าชายแดนปัจจุบันมีมูลค่าอยู่ที่ 9.1 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ของยอดการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งสามารถเพิ่มสัดส่วนเป็น 15% หรือมีมูลค่า 1.8 ล้านล้านบาท ได้ไม่ยาก โดยเฉพาะเมื่อการอำนวยความสะดวกด้านการค้าชายแดนได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น ซึ่งการค้าชายแดนจะช่วยทำให้ยอดการส่งออกสินค้าของไทยเป็นบวกขึ้นมาได้
พร้อมกันนี้ ตลาดสหรัฐอเมริกาน่าจะฟื้นตัวเล็กน้อย แต่จะไม่เติบโตมาก ซึ่งผู้ประกอบการต้องพยายามรักษาฐานตลาดเก่าไว้ให้ได้
นอกจากนี้ จะต้องเน้นการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมรายสาขา เช่น อุตสาหกรรมอาหาร เกษตร ซึ่งจะต้องส่งเสริมการแปรรูปสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าน่าจะขยายตัวได้ในปีหน้า เนื่องจากปีนี้ได้ลงไปถึงจุดต่ำสุดแล้ว ดังนั้นแนวโน้มปีหน้าน่าจะดีขึ้น
“การส่งออกปีหน้าจะเหนื่อยแน่ๆ ซึ่งภาคเอกชนจะพยายามทำให้การส่งออกเป็นบวกให้ได้ 3-4% โดยมีตลาดอาเซียนการค้าชายแดนเป็นความหวัง รวมทั้งต้องร่วมกันปรับปรุงภาคการผลิตเน้นการแปรรูปสินค้า ทำให้สินค้ามีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น” นายวัลลภ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในปีหน้าผู้ประกอบการไทยต้องดูแลต้นทุนการผลิตให้ดี โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เพื่อรองรับการต่อรองราคาสินค้าจากลูกค้า ในช่วงที่ประเทศ
คู่ค้ามีปัญหาเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนและเป็นการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในช่วงที่ตลาดไม่เติบโต







